Wednesday, February 12, 2014
Sounds sweet
"Wanna spend every morning in your arms. The love makes me being a lil'bit lazy. Honestly, I'm linger though."
Thursday, December 6, 2007
English, It's easy!--5--
English, it's easy!--5--
26 Nov '07
~~~ตอบคำถามประจำเดือนพฤศจิกายน~~~
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน สุดสัปดาห์กับการลอยกระทงเป็นอย่างไรบ้างค่ะ สนุกสนานกันดีหรือเปล่า How was you weekend? (ฮาว วอส ยัวร์ วีค เอนด์) ยังจำคำถามนี้ได้ใช่มั้ยค่ะที่แปลว่าสุดสัปดาห์เป็นอย่างไรบ้าง
ส่วนตัวฉันเองก็ไปลอยกระทงที่ท่าน้ำเจดีย์มาค่ะ แต่ Unfortunately--โชคไม่ค่อยดี น้ำลดมากว่าปกติทำให้ได้ลอยกระทงแบบที่เร้าใจมากกว่าเดิม... เรามาเริ่มสัปดาห์นี้ด้วยการตอบคำถามประจำเดือนพฤศจิกายนที่ถามเข้ามาหลากหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นโดยส่วนตัว อีเมล์ โทรศัพท์ จดหมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่ค้างคาใจของใครหลายคน และมาเริ่มคำถามแรกกันกับ...
1. คำถามจากคุณไพรัตน์ ถามว่าคำว่า Iron ออกเสียงได้ว่าอย่างไร รู้สึกสับสนระหว่าง I-ron (ไอ-รอน)หรือ I-on (ไอ-ออน)
ตอบ คำว่า Iron- หากเป็นคำนามจะแปลได้ว่า ธาตุเหล็ก หรือเตารีด ก็ได้- เป็นกริยาแปลว่า รีดผ้า ทำให้เรียบ ใส่เหล็กแต่ไม่ว่าจะเป็นกริยาหรือนาม ก็อ่านเหมือนกันคือ ai-ron (ไอ-ร่อน)
ออกเสียงคล้ายกันกับคำว่า jai-ron (ใจร้อน) ในภาษาไทยนั่นเองค่ะ
2. คุณกฤษฎาถามว่า คำว่า type (ไทป) กับคำว่า kind (คายดึ ออกเสียงดึ เบาๆในลำคอ) ต่างกันอย่างไร
ตอบ
- Type of (ไทป-ออฟ)
- Kind of หรือ Kinda (ตัวย่อไม่เป็นทางการ) (คายด์-ออฟ... ...เวลาออกเสียง ให้ลากเสียง D มาที่ of จะกลายเป็น คาย-ดอฟ)
- Varieties of (วาไรที้ส์-ออฟ...เวลาออกเสียง ให้ลากเสียง S มาที่ of จะกลายเป็น วาไรที้-สอฟ )- Sort of หรือ Sorta (ตัวย่อไม่เป็นทางการ) (ซอร์ท-ทอฟ/ ซอร์ทะ)
ทั้งหมดนี้แปลว่า ชนิด/ ประเภท ใช้ได้เหมือนกันในทุกกรณี
ทั้งคน สัตว์ สิ่งของค่ะ
หากเราจะถามว่า “หล่อนชอบแบบไหน”
สามารถพูดได้ว่า “what’s her type?” (ว้อทส์-เฮอ-ไทป)
หรือ “คุณชอบฟังเพลงแนวอะไร” ถามได้ว่า
“what’s sort of your favorite music?”
(ว้อท-ซอร์ทอฟ-ยัวร์-เฟเวอริท-มิวสิค)
หรือ “สารเคมีในถังนี้เป็นชนิดใด” ถามได้ว่า
“what’s kind of chemical substance in the drum?”
(ว้อทส์-คาย-ดอฟ-เคมิคัล-สับสแท้นซ์-อิน-เดอะ-ดรัม)
3. คุณนวลจันทร์ ถามว่าN/A หรือ NA ย่อมาจากอะไรคะ
ตอบ N/A หรือ NA นั้นย่อมาจาก
- Not available (น้อท-อะวัย-เล-เบิ้ล) แปลว่า ไม่มี ไม่อยู่
- Not applicable (น้อท-แอ้ป-พลิ-เค-เบิ้ล) แปลว่า ไม่เหมาะสม ไม่สามารถใช้งานได้ค่ะ
เราสามารถเห็นคำเหล่านี้ได้ในคู่มือการใช้เครื่องไฟฟ้า หรือเครื่องมือต่างๆ หรืออาจจะเป็นเกม หรือแม้แต่การซื้อของ เช่น
- The shirt is not availble now.
(เดอะ เชิร์ต อีส น้อท อะวัยเลเบิ้ล นาว)
แปลว่า เสื้อเชิร์ตหมดค่ะ
- The type of spring is not applicable.
(เดอะ ไทป ออฟ สปริง อีส น้อท แอ้ปพลิเคเบิ้ล)
เชือกชนิดนั้นเป็นชนิดที่ไม่เหมาะสมจะนำมาใช้
4. คุณน้องฟ้า ถามว่าคนไทยว่า "เล่นคอม(computer)"
"เล่นเน็ท(Internet)" ฝรั่งจะว่าอะไร คงไม่ใช้คำว่า "play" ใช่ไหมคะ
ตอบ "เล่นคอม(computer)"
ใช้ว่า use a computer (ยูส-อะ-คอมพิวเตอร์)
"เล่นเน็ท(Internet)"
use the Internet (ยูส-ดิ-อินเทอร์เน็ท)
หรือใช้แสลงว่า surf net (เซิร์ฟ-เน็ท) ก็ได้ค่ะ
5. น้องคะนิ้ง อยากทราบว่า คำว่า "วันเว้นวัน" ในอังกฤษจะใช้คำว่าอะไร
ตอบ คำว่า วันเว้นวัน ในภาษาอังกฤษจะใช้ว่า every other day (เอฟ-รี่-อา-เทอร์-เดย์)
เช่น ฉันทำงานพิเศษวันเว้นวัน จะพูดได้ว่า
“I work for part time job every other day.”
(ไอ-เวิร์ค ฟอร์-มาย-พาร์ท-ไทม์-จ็อบ-เอฟ-รี่ อา-เทอร์-เดย์)
6. คุณโชว์อี้หลาน อยากทราบความต่างของ Dear Sirs กับ Dear Sir or Madam. ต่างกันตรงไหนอย่างไร
ตอบ
- Dear Sirs (เดียร์-เซอร์ส) ใช้ในการเขียนจดหมายถึงบริษัท
- Dear Sir or Madam (เดียร์-เซอร์-ออร์-แมอึม) เป็นการเขียนจดหมายถึงใครบางคน แต่เราไม่ทราบว่าคนที่เราเขียนถึงเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายค่ะ
7. คุณน้าสมชาย อยากทราบว่าคำว่า "VIA" อ่านว่า เวีย หรือว่า ไว-อะ กันแน่ ลองเช็คใน Talking dict อ่านว่า ไว-อะ แต่ทำไมตอนไปสัมนามีแต่คนออกเสียงว่า เวีย ทั้งนั้นเลย เช่น "Via Voice" เวีย วอยส์
ตอบ คำภาษาอังกฤษบางคำสามารถออกเสียงได้หลายแบบเช่น American English (อเมริกัน-อิงลิช คือภาษาอังกฤษที่ใช้ในอเมริกา) ออกเสียงแบบหนึ่ง British English (บริท-ทิช-อิงลิช คือภาษาอังกฤษที่ใช้ในอังกฤษ) ก็ออกเสียงเป็นอีกอย่างหนึ่งหรือแม้แต่ประเทศเดียวกันก็ยังออกเสียงต่างกันออกไปดังนั้นคำว่า "VIA" สามารถอ่านออกเสียงได้ทั้ง เวีย และ ไว'อะ ค่ะ
ตัวอย่าง
-It's not direct flight, sir. It will be via (at) Hongkong first.
(อิส น้อท ไดเร็คลี่ ไฟล์ท เซอร์ อิท วิล เวีย แอ็ท ฮ่องคอง เฟิร์ส)
แปลว่า มันไม่ใช่เที่ยวบินตรงค่ะ แต่จะไปหยุด/ผ่านที่ฮ่องกงก่อน
-I want to talk to you via phone, ok?
(ไอ ว้อท ทู ทอล์ค ทู ยู ไวอะ โฟน โอเค)
แปลว่า ฉันต้องการพูดกับคุณทางโทรศัพท์ได้มั้ย
8. คำถามจากคุณน้องหนูแจน สงสัยว่าประโยค I beg your pardon / pardon me หมายความว่าอย่างไร ใช้อย่างไร
ตอบ ประโยค I beg your pardon (ไอ-เบ็ค-ยัวร์-พาร์-ด้อน) เป็น British English (บริท-ทิช-อิงลิช) สามารถพูดสั้นๆได้ว่า Pardon me. (พาร์-ด้อน-มี)
ส่วน American English (อเมริกัน-อิงลิช) จะพูดว่า Excuse me. (เอ็กซ์-คิ้วส์-มี) และอีกคำหนึ่งที่เรามักจะใช้ก็คือ Sorry (ซอรี่)
**สามคำนี้แปลว่า ขอโทษ เหมือนกัน แต่ใช้ต่างกัน**
- I beg your pardon (ไอ-เบ็ค-ยัวร์-พาร์-ด้อน) หรือ Pardon me. (พาร์-ด้อน-มี๊) *ใช้ในสถานการณ์ที่ฟังไม่ชัด ได้ยินไม่ถนัด หรือไม่เข้าใจที่ผู้อื่นพูด เช่น
Pardon me, what did you say?
(พาร์-ด้อน-มี๊-ว้อท-ดิ้ด-ยู-เซย์)
แปลว่า ขอโทษค่ะ เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ
Pardon me, I cannot catch it.
(พาร์-ด้อน-มี๊-ไอ-แคน-น้อท-แคช-ชิท)
แปลว่า ขอโทษค่ะ ฉันฟังไม่ทัน
- Excuse me. (เอ็กซ์-คิ้วส์-มี)
*ใช้คำนี้ใช้ก่อนที่จะรบกวนหรือขัดจังหวะคนอื่น*
เช่น
Excuse me, give me a pen please?
(เอ็กซ์-คิ้วส์-มี-กิฟ-มี-อะ เพ็น-พลีส )
ขอโทษค่ะ ช่วยส่งปากกาให้หน่อยได้มั้ย
- Sorry (ซอ-รี่) *ใช้ในสถานการณ์เดียวกับ Pardon me.
ส่วนคำว่า I’m sorry. (แอม-ซอ-รี่) นั้นคนละความหมายกับ Sorry ในกรณีนี้
I’m sorry. แปลว่า ฉันเสียใจ
(ใช้เมื่อเรารู้สึกเสียใจ หรือต้องการขอโทษในการกระทำของเราเอง หรือเสียใจเมื่อได้ยินข่าวไม่ดีของคนอื่น) เช่น
I’m sorry that I’m late.
(แอม ซอรี่ แดท แอม เลท)
แปลว่า ขอโทษนะที่มาช้า
I’m sorry hearing that he dead.
(แอม ซอรี่ เฮียริ่ง แดท ฮี เดด)
แปลว่า ฉันเสียใจด้วยที่รู้ว่าเค้าตายแล้ว
9. คุณเอกสิทธิ์ เกี๊ยวทอดในภาษาอังกฤษเรียกว่าอย่างไร
ตอบ
- Wonton (วอน-ทอน) แปลว่าเกี๊ยว
- เกี๊ยวทอด = Fried wonton (ฟรายด์-วอน-ทอน)
- เกี๊ยวน้ำ = Wonton in soup (วอน-ทอน-อิน-ซุป)
10. คุณคะสะมะ เอกิ ถามว่า เกม โอเอ็กซ์ มีในภาษาอังกฤษหรือเปล่า ถ้ามีเรียกว่าอะไรครับ
ตอบ มีค่ะ เรียกว่า "tic tac toe" (ทิค-แทค-โท) เป็นชื่อเกม ที่มีผู้เล่น 2 คนโดยการกาเครื่องหมาย "x" และ "o" บนช่อง 9 ช่อง หากผู้เล่นใดสามารถกาของตังเองครบ 3 ช่องอาจจะเป็น 3 ช่องตามแนวนอนหรือตามแนวตั้ง หรือทแยงก็จะเป็นผู้ชนะ
11. น้องโอโม่ สับสนระหว่าง "ลองไลฟว์เดอะคิง" กับ "ลองลีฟเดอะคิง" ตกลงออกเสียงได้ว่าอย่างไรกันแน่ครับ
ตอบ “Long Live The King”อ่านได้ว่า “ลอง-ลีฟ-เดอะ-คิง” ค่ะ
- live อ่านว่า ไลฟว์ เป็นคำคุณศัพท์ (adjective) แปลว่า สด ซึ่งเราจะเห็นคำนี้ทางทีวีเวลาที่เขามีการถ่ายสดรายการ
- live เขียนเหมือนกันนี่เอง อ่านว่า ลีฟ เป็นคำกริยา แปลว่า มีชีวิตอยู่ อาศัยอยู่
เช่น
I live in Bangkok.
(ไอ-ลีฟ-อิน-แบ้ง-ค้อก)
แปลว่า ฉันอาศัยอยู่ที่กรุงเทพ
12. คำถามสุดท้ายกับ คุณลิ-บกโช้ว
ถามว่า jet lag (เจ็ท-แลค) แปลว่าอะไรค่ะ
ตอบ jet lag แปลว่า อาการเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางโดยเครื่องบินเป็นระยะทางทางที่ไกลมากและข้ามเขตเวลาโลกทำให้นาฬิกาชีวภาพของร่างกายปรับตัวกับเวลาใหม่ไม่ทันค่ะ ดังนั้นเวลาเราเดินทางไปไหนไกลๆด้วยเครื่องบินแล้วอาจจะมีอาการต่างๆ เช่น ร่างกายสลับกลางวันเป็นกลางคืน เวียนหัว นอนไม่หลับ โดยรวมแล้วเราเรียกว่า Jet lag ค่ะ
และทั้งหมดนั้นก็เป็นคำถามที่น่าสนใจประจำเดือนพฤศจิกายนค่ะทิ้งท้ายไว้สักนิด..
การเรียนภาษาอังกฤษอาจจะยาก อาจจะมีวันที่ท้อถอย ดังนั้นการให้กำลังใจกับตัวเองถือเป็นส่วนที่สำคัญ มั่นฝึกฝน จดจำและนำไปใช้บ่อยๆเพื่อให้เกิดความเคยชิน มองหาบทเรียนที่สนุกๆ เหมาะกับการเรียนรู้ของเรา ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง การอ่านข่าว การฟังบทสนทนา รวมถึงหมั่นตั้งคำถามเกี่ยวกับรอบตัวเรา หรือจะเป็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ล้วนเป็นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษทั้งนั้น ลองดูนะคะ หาวิธีการแนวทางที่ชอบแล้วจะพบว่า English, it’s easy. ค่ะ
26 Nov '07
~~~ตอบคำถามประจำเดือนพฤศจิกายน~~~
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน สุดสัปดาห์กับการลอยกระทงเป็นอย่างไรบ้างค่ะ สนุกสนานกันดีหรือเปล่า How was you weekend? (ฮาว วอส ยัวร์ วีค เอนด์) ยังจำคำถามนี้ได้ใช่มั้ยค่ะที่แปลว่าสุดสัปดาห์เป็นอย่างไรบ้าง
ส่วนตัวฉันเองก็ไปลอยกระทงที่ท่าน้ำเจดีย์มาค่ะ แต่ Unfortunately--โชคไม่ค่อยดี น้ำลดมากว่าปกติทำให้ได้ลอยกระทงแบบที่เร้าใจมากกว่าเดิม... เรามาเริ่มสัปดาห์นี้ด้วยการตอบคำถามประจำเดือนพฤศจิกายนที่ถามเข้ามาหลากหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นโดยส่วนตัว อีเมล์ โทรศัพท์ จดหมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่ค้างคาใจของใครหลายคน และมาเริ่มคำถามแรกกันกับ...
1. คำถามจากคุณไพรัตน์ ถามว่าคำว่า Iron ออกเสียงได้ว่าอย่างไร รู้สึกสับสนระหว่าง I-ron (ไอ-รอน)หรือ I-on (ไอ-ออน)
ตอบ คำว่า Iron- หากเป็นคำนามจะแปลได้ว่า ธาตุเหล็ก หรือเตารีด ก็ได้- เป็นกริยาแปลว่า รีดผ้า ทำให้เรียบ ใส่เหล็กแต่ไม่ว่าจะเป็นกริยาหรือนาม ก็อ่านเหมือนกันคือ ai-ron (ไอ-ร่อน)
ออกเสียงคล้ายกันกับคำว่า jai-ron (ใจร้อน) ในภาษาไทยนั่นเองค่ะ
2. คุณกฤษฎาถามว่า คำว่า type (ไทป) กับคำว่า kind (คายดึ ออกเสียงดึ เบาๆในลำคอ) ต่างกันอย่างไร
ตอบ
- Type of (ไทป-ออฟ)
- Kind of หรือ Kinda (ตัวย่อไม่เป็นทางการ) (คายด์-ออฟ... ...เวลาออกเสียง ให้ลากเสียง D มาที่ of จะกลายเป็น คาย-ดอฟ)
- Varieties of (วาไรที้ส์-ออฟ...เวลาออกเสียง ให้ลากเสียง S มาที่ of จะกลายเป็น วาไรที้-สอฟ )- Sort of หรือ Sorta (ตัวย่อไม่เป็นทางการ) (ซอร์ท-ทอฟ/ ซอร์ทะ)
ทั้งหมดนี้แปลว่า ชนิด/ ประเภท ใช้ได้เหมือนกันในทุกกรณี
ทั้งคน สัตว์ สิ่งของค่ะ
หากเราจะถามว่า “หล่อนชอบแบบไหน”
สามารถพูดได้ว่า “what’s her type?” (ว้อทส์-เฮอ-ไทป)
หรือ “คุณชอบฟังเพลงแนวอะไร” ถามได้ว่า
“what’s sort of your favorite music?”
(ว้อท-ซอร์ทอฟ-ยัวร์-เฟเวอริท-มิวสิค)
หรือ “สารเคมีในถังนี้เป็นชนิดใด” ถามได้ว่า
“what’s kind of chemical substance in the drum?”
(ว้อทส์-คาย-ดอฟ-เคมิคัล-สับสแท้นซ์-อิน-เดอะ-ดรัม)
3. คุณนวลจันทร์ ถามว่าN/A หรือ NA ย่อมาจากอะไรคะ
ตอบ N/A หรือ NA นั้นย่อมาจาก
- Not available (น้อท-อะวัย-เล-เบิ้ล) แปลว่า ไม่มี ไม่อยู่
- Not applicable (น้อท-แอ้ป-พลิ-เค-เบิ้ล) แปลว่า ไม่เหมาะสม ไม่สามารถใช้งานได้ค่ะ
เราสามารถเห็นคำเหล่านี้ได้ในคู่มือการใช้เครื่องไฟฟ้า หรือเครื่องมือต่างๆ หรืออาจจะเป็นเกม หรือแม้แต่การซื้อของ เช่น
- The shirt is not availble now.
(เดอะ เชิร์ต อีส น้อท อะวัยเลเบิ้ล นาว)
แปลว่า เสื้อเชิร์ตหมดค่ะ
- The type of spring is not applicable.
(เดอะ ไทป ออฟ สปริง อีส น้อท แอ้ปพลิเคเบิ้ล)
เชือกชนิดนั้นเป็นชนิดที่ไม่เหมาะสมจะนำมาใช้
4. คุณน้องฟ้า ถามว่าคนไทยว่า "เล่นคอม(computer)"
"เล่นเน็ท(Internet)" ฝรั่งจะว่าอะไร คงไม่ใช้คำว่า "play" ใช่ไหมคะ
ตอบ "เล่นคอม(computer)"
ใช้ว่า use a computer (ยูส-อะ-คอมพิวเตอร์)
"เล่นเน็ท(Internet)"
use the Internet (ยูส-ดิ-อินเทอร์เน็ท)
หรือใช้แสลงว่า surf net (เซิร์ฟ-เน็ท) ก็ได้ค่ะ
5. น้องคะนิ้ง อยากทราบว่า คำว่า "วันเว้นวัน" ในอังกฤษจะใช้คำว่าอะไร
ตอบ คำว่า วันเว้นวัน ในภาษาอังกฤษจะใช้ว่า every other day (เอฟ-รี่-อา-เทอร์-เดย์)
เช่น ฉันทำงานพิเศษวันเว้นวัน จะพูดได้ว่า
“I work for part time job every other day.”
(ไอ-เวิร์ค ฟอร์-มาย-พาร์ท-ไทม์-จ็อบ-เอฟ-รี่ อา-เทอร์-เดย์)
6. คุณโชว์อี้หลาน อยากทราบความต่างของ Dear Sirs กับ Dear Sir or Madam. ต่างกันตรงไหนอย่างไร
ตอบ
- Dear Sirs (เดียร์-เซอร์ส) ใช้ในการเขียนจดหมายถึงบริษัท
- Dear Sir or Madam (เดียร์-เซอร์-ออร์-แมอึม) เป็นการเขียนจดหมายถึงใครบางคน แต่เราไม่ทราบว่าคนที่เราเขียนถึงเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายค่ะ
7. คุณน้าสมชาย อยากทราบว่าคำว่า "VIA" อ่านว่า เวีย หรือว่า ไว-อะ กันแน่ ลองเช็คใน Talking dict อ่านว่า ไว-อะ แต่ทำไมตอนไปสัมนามีแต่คนออกเสียงว่า เวีย ทั้งนั้นเลย เช่น "Via Voice" เวีย วอยส์
ตอบ คำภาษาอังกฤษบางคำสามารถออกเสียงได้หลายแบบเช่น American English (อเมริกัน-อิงลิช คือภาษาอังกฤษที่ใช้ในอเมริกา) ออกเสียงแบบหนึ่ง British English (บริท-ทิช-อิงลิช คือภาษาอังกฤษที่ใช้ในอังกฤษ) ก็ออกเสียงเป็นอีกอย่างหนึ่งหรือแม้แต่ประเทศเดียวกันก็ยังออกเสียงต่างกันออกไปดังนั้นคำว่า "VIA" สามารถอ่านออกเสียงได้ทั้ง เวีย และ ไว'อะ ค่ะ
ตัวอย่าง
-It's not direct flight, sir. It will be via (at) Hongkong first.
(อิส น้อท ไดเร็คลี่ ไฟล์ท เซอร์ อิท วิล เวีย แอ็ท ฮ่องคอง เฟิร์ส)
แปลว่า มันไม่ใช่เที่ยวบินตรงค่ะ แต่จะไปหยุด/ผ่านที่ฮ่องกงก่อน
-I want to talk to you via phone, ok?
(ไอ ว้อท ทู ทอล์ค ทู ยู ไวอะ โฟน โอเค)
แปลว่า ฉันต้องการพูดกับคุณทางโทรศัพท์ได้มั้ย
8. คำถามจากคุณน้องหนูแจน สงสัยว่าประโยค I beg your pardon / pardon me หมายความว่าอย่างไร ใช้อย่างไร
ตอบ ประโยค I beg your pardon (ไอ-เบ็ค-ยัวร์-พาร์-ด้อน) เป็น British English (บริท-ทิช-อิงลิช) สามารถพูดสั้นๆได้ว่า Pardon me. (พาร์-ด้อน-มี)
ส่วน American English (อเมริกัน-อิงลิช) จะพูดว่า Excuse me. (เอ็กซ์-คิ้วส์-มี) และอีกคำหนึ่งที่เรามักจะใช้ก็คือ Sorry (ซอรี่)
**สามคำนี้แปลว่า ขอโทษ เหมือนกัน แต่ใช้ต่างกัน**
- I beg your pardon (ไอ-เบ็ค-ยัวร์-พาร์-ด้อน) หรือ Pardon me. (พาร์-ด้อน-มี๊) *ใช้ในสถานการณ์ที่ฟังไม่ชัด ได้ยินไม่ถนัด หรือไม่เข้าใจที่ผู้อื่นพูด เช่น
Pardon me, what did you say?
(พาร์-ด้อน-มี๊-ว้อท-ดิ้ด-ยู-เซย์)
แปลว่า ขอโทษค่ะ เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ
Pardon me, I cannot catch it.
(พาร์-ด้อน-มี๊-ไอ-แคน-น้อท-แคช-ชิท)
แปลว่า ขอโทษค่ะ ฉันฟังไม่ทัน
- Excuse me. (เอ็กซ์-คิ้วส์-มี)
*ใช้คำนี้ใช้ก่อนที่จะรบกวนหรือขัดจังหวะคนอื่น*
เช่น
Excuse me, give me a pen please?
(เอ็กซ์-คิ้วส์-มี-กิฟ-มี-อะ เพ็น-พลีส )
ขอโทษค่ะ ช่วยส่งปากกาให้หน่อยได้มั้ย
- Sorry (ซอ-รี่) *ใช้ในสถานการณ์เดียวกับ Pardon me.
ส่วนคำว่า I’m sorry. (แอม-ซอ-รี่) นั้นคนละความหมายกับ Sorry ในกรณีนี้
I’m sorry. แปลว่า ฉันเสียใจ
(ใช้เมื่อเรารู้สึกเสียใจ หรือต้องการขอโทษในการกระทำของเราเอง หรือเสียใจเมื่อได้ยินข่าวไม่ดีของคนอื่น) เช่น
I’m sorry that I’m late.
(แอม ซอรี่ แดท แอม เลท)
แปลว่า ขอโทษนะที่มาช้า
I’m sorry hearing that he dead.
(แอม ซอรี่ เฮียริ่ง แดท ฮี เดด)
แปลว่า ฉันเสียใจด้วยที่รู้ว่าเค้าตายแล้ว
9. คุณเอกสิทธิ์ เกี๊ยวทอดในภาษาอังกฤษเรียกว่าอย่างไร
ตอบ
- Wonton (วอน-ทอน) แปลว่าเกี๊ยว
- เกี๊ยวทอด = Fried wonton (ฟรายด์-วอน-ทอน)
- เกี๊ยวน้ำ = Wonton in soup (วอน-ทอน-อิน-ซุป)
10. คุณคะสะมะ เอกิ ถามว่า เกม โอเอ็กซ์ มีในภาษาอังกฤษหรือเปล่า ถ้ามีเรียกว่าอะไรครับ
ตอบ มีค่ะ เรียกว่า "tic tac toe" (ทิค-แทค-โท) เป็นชื่อเกม ที่มีผู้เล่น 2 คนโดยการกาเครื่องหมาย "x" และ "o" บนช่อง 9 ช่อง หากผู้เล่นใดสามารถกาของตังเองครบ 3 ช่องอาจจะเป็น 3 ช่องตามแนวนอนหรือตามแนวตั้ง หรือทแยงก็จะเป็นผู้ชนะ
11. น้องโอโม่ สับสนระหว่าง "ลองไลฟว์เดอะคิง" กับ "ลองลีฟเดอะคิง" ตกลงออกเสียงได้ว่าอย่างไรกันแน่ครับ
ตอบ “Long Live The King”อ่านได้ว่า “ลอง-ลีฟ-เดอะ-คิง” ค่ะ
- live อ่านว่า ไลฟว์ เป็นคำคุณศัพท์ (adjective) แปลว่า สด ซึ่งเราจะเห็นคำนี้ทางทีวีเวลาที่เขามีการถ่ายสดรายการ
- live เขียนเหมือนกันนี่เอง อ่านว่า ลีฟ เป็นคำกริยา แปลว่า มีชีวิตอยู่ อาศัยอยู่
เช่น
I live in Bangkok.
(ไอ-ลีฟ-อิน-แบ้ง-ค้อก)
แปลว่า ฉันอาศัยอยู่ที่กรุงเทพ
12. คำถามสุดท้ายกับ คุณลิ-บกโช้ว
ถามว่า jet lag (เจ็ท-แลค) แปลว่าอะไรค่ะ
ตอบ jet lag แปลว่า อาการเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางโดยเครื่องบินเป็นระยะทางทางที่ไกลมากและข้ามเขตเวลาโลกทำให้นาฬิกาชีวภาพของร่างกายปรับตัวกับเวลาใหม่ไม่ทันค่ะ ดังนั้นเวลาเราเดินทางไปไหนไกลๆด้วยเครื่องบินแล้วอาจจะมีอาการต่างๆ เช่น ร่างกายสลับกลางวันเป็นกลางคืน เวียนหัว นอนไม่หลับ โดยรวมแล้วเราเรียกว่า Jet lag ค่ะ
และทั้งหมดนั้นก็เป็นคำถามที่น่าสนใจประจำเดือนพฤศจิกายนค่ะทิ้งท้ายไว้สักนิด..
การเรียนภาษาอังกฤษอาจจะยาก อาจจะมีวันที่ท้อถอย ดังนั้นการให้กำลังใจกับตัวเองถือเป็นส่วนที่สำคัญ มั่นฝึกฝน จดจำและนำไปใช้บ่อยๆเพื่อให้เกิดความเคยชิน มองหาบทเรียนที่สนุกๆ เหมาะกับการเรียนรู้ของเรา ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง การอ่านข่าว การฟังบทสนทนา รวมถึงหมั่นตั้งคำถามเกี่ยวกับรอบตัวเรา หรือจะเป็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ล้วนเป็นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษทั้งนั้น ลองดูนะคะ หาวิธีการแนวทางที่ชอบแล้วจะพบว่า English, it’s easy. ค่ะ
คิดอยู่นาน..
หลังจากการเปิดคอร์สเรียนฟรี...ไม่ประสบความสำเร็จ
ก็คิดว่าจะทำไงให้คนรอบข้างได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษกันบ้าง
อยากให้รู้สึกว่ามันไม่ยาก...แต่ก็ยอมรับว่ามันไม่ง่าย
เอาน่า! ลองฝึกดูก่อน คนอื่นยังทำได้แล้วทำไมเราจะไม่ได้ล่ะ
การเขียนคอลัมน์ English, It's easy! ก็เลยบังเกิด
จริงๆ เนื้องานประจำที่ทำอยู่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องไรกันเลยนะ
เรียกได้ว่าทำเพื่อสนองตัณหาตัวเองล้วนๆ
อยากให้คนอื่นรู้เหมือนกันมั้งว่า มันมีวิธีการที่เรียนแบบสนุกๆ
ที่ไม่ต้องไปจดจำอะไรให้มากมาย
เพียงแค่เราสังเกตรอบตัวเราให้มากขึ้น มันอยู่รอบๆตัวเรานี่แหละ
มั่นตั้งคำถาม เรียนรู้ จดจำ แล้วนำไปใช้ เท่านี้เอง
พอเริ่มเขียน ก็ไม่รู้จะให้ใครอ่าน
เริ่มจากคนรอบตัว ให้พี่ชายเป็นบรรณาธิการกิตติมศักดิ์
ประเดิมอ่านและคอมเม้นท์คนแรก
จริงๆแล้วบังคับให้มันอ่านน่ะ แต่มันเม้นท์ได้ใจจริงๆ
ต่อมาเริ่มส่งเมล์ให้คนสนิทที่รู้จัก ที่คิดแล้วว่าไม่ลบเมล์กรูแน่ๆ
แต่ก็ไม่รู้ว่าอ่านมั้ยยังไง
จากนั้นก็เพื่อรายชื่อเพื่อนๆส่งไปให้ทุกสัปดาห์
แล้วก็ได้ฟีดแบ็คที่ดีกลับมา แม้จะไม่มากมาย
แต่ก็ทำให้มีกำลังใจเขียนต่อ (จริงๆนะ)
แถมกรุณาฟอร์เวิร์ดต่อไปให้คนอื่นๆอีก...ช่างมีน้ำใจ
ฉันไม่ได้หวังอะไร ไม่ได้อยากดัง ไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองเก่งมากมาย
หรือสามารถตอบได้ทุกคำถาม
ฉันเป็น คนไทย ที่ภูมิใจในความเป็นไทย
มีภาษาไทยเป็นภาษาแม่
และที่สำคัญ ไม่เคยไปเมืองนอก ไม่เคยใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก
เพราะฉะนั้นถ้าจะเอามาอ้าง...ว่าเรียนแล้วไม่ได้เรื่อง
...เหตุผลนี้เก็บลงรูได้แล้ว
อ่ะเอาเป็นว่าอยากให้มีคนอ่านมากๆๆ
ก็คิดอยู่นานว่าจะทำไงให้คนอื่นๆได้อ่านงานของฉัน
เพื่อนคนนึงก็บอกว่า ไปโพสไว้ในเว็บฟรีซิเธอ
จริงๆ บล็อกอันนี้ก็มีมาได้สักพักแล้ว
แต่มันก็รู้สึกนิดนึงไงว่า เฮ้ย! จะมีใครก็ไม่รู้มาอ่านนะเว้ย
เส้นความเป็นส่วนตัวก็ชัดเจนขึ้นมาทันที
คนชิดใกล้จะรู้ว่ามันชัดเจนแค่ไหน...ว่ามั้ย
แต่ด้วยความขี้เกียจของตัวเองที่จะไปสร้างบล็อกอันใหม่
ก็เลยต้องทำใจ...
ก็อยากบอกให้คนอ่านทำใจไว้ด้วย
เพื่อว่าอ่านไรแล้วเกิดแสลงขึ้นมา
เพราะที่นี่อาจเป็นอีกหนึ่งตัวตนที่เราไม่รู้จักกันก็ได้
ก็คิดว่าจะทำไงให้คนรอบข้างได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษกันบ้าง
อยากให้รู้สึกว่ามันไม่ยาก...แต่ก็ยอมรับว่ามันไม่ง่าย
เอาน่า! ลองฝึกดูก่อน คนอื่นยังทำได้แล้วทำไมเราจะไม่ได้ล่ะ
การเขียนคอลัมน์ English, It's easy! ก็เลยบังเกิด
จริงๆ เนื้องานประจำที่ทำอยู่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องไรกันเลยนะ
เรียกได้ว่าทำเพื่อสนองตัณหาตัวเองล้วนๆ
อยากให้คนอื่นรู้เหมือนกันมั้งว่า มันมีวิธีการที่เรียนแบบสนุกๆ
ที่ไม่ต้องไปจดจำอะไรให้มากมาย
เพียงแค่เราสังเกตรอบตัวเราให้มากขึ้น มันอยู่รอบๆตัวเรานี่แหละ
มั่นตั้งคำถาม เรียนรู้ จดจำ แล้วนำไปใช้ เท่านี้เอง
พอเริ่มเขียน ก็ไม่รู้จะให้ใครอ่าน
เริ่มจากคนรอบตัว ให้พี่ชายเป็นบรรณาธิการกิตติมศักดิ์
ประเดิมอ่านและคอมเม้นท์คนแรก
จริงๆแล้วบังคับให้มันอ่านน่ะ แต่มันเม้นท์ได้ใจจริงๆ
ต่อมาเริ่มส่งเมล์ให้คนสนิทที่รู้จัก ที่คิดแล้วว่าไม่ลบเมล์กรูแน่ๆ
แต่ก็ไม่รู้ว่าอ่านมั้ยยังไง
จากนั้นก็เพื่อรายชื่อเพื่อนๆส่งไปให้ทุกสัปดาห์
แล้วก็ได้ฟีดแบ็คที่ดีกลับมา แม้จะไม่มากมาย
แต่ก็ทำให้มีกำลังใจเขียนต่อ (จริงๆนะ)
แถมกรุณาฟอร์เวิร์ดต่อไปให้คนอื่นๆอีก...ช่างมีน้ำใจ
ฉันไม่ได้หวังอะไร ไม่ได้อยากดัง ไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองเก่งมากมาย
หรือสามารถตอบได้ทุกคำถาม
ฉันเป็น คนไทย ที่ภูมิใจในความเป็นไทย
มีภาษาไทยเป็นภาษาแม่
และที่สำคัญ ไม่เคยไปเมืองนอก ไม่เคยใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก
เพราะฉะนั้นถ้าจะเอามาอ้าง...ว่าเรียนแล้วไม่ได้เรื่อง
...เหตุผลนี้เก็บลงรูได้แล้ว
อ่ะเอาเป็นว่าอยากให้มีคนอ่านมากๆๆ
ก็คิดอยู่นานว่าจะทำไงให้คนอื่นๆได้อ่านงานของฉัน
เพื่อนคนนึงก็บอกว่า ไปโพสไว้ในเว็บฟรีซิเธอ
จริงๆ บล็อกอันนี้ก็มีมาได้สักพักแล้ว
แต่มันก็รู้สึกนิดนึงไงว่า เฮ้ย! จะมีใครก็ไม่รู้มาอ่านนะเว้ย
เส้นความเป็นส่วนตัวก็ชัดเจนขึ้นมาทันที
คนชิดใกล้จะรู้ว่ามันชัดเจนแค่ไหน...ว่ามั้ย
แต่ด้วยความขี้เกียจของตัวเองที่จะไปสร้างบล็อกอันใหม่
ก็เลยต้องทำใจ...
ก็อยากบอกให้คนอ่านทำใจไว้ด้วย
เพื่อว่าอ่านไรแล้วเกิดแสลงขึ้นมา
เพราะที่นี่อาจเป็นอีกหนึ่งตัวตนที่เราไม่รู้จักกันก็ได้
English, It's easy!--6--
English, It's easy!--6--
Nov 3, 2007
~~~We ♥ The King~~~
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน พบกันกับ English, It's easy! เป็นครั้งที่ 6 แล้วนะคะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ได้กลับไปทบทวนกันบ้างหรือเปล่าเอ่ย มั่นเรียนรู้ จดจำ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของเรา สร้างความคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ และก็จะพบว่า English, It's easy! ค่ะ
สำหรับสัปดาห์นี้... เรียกได้ว่าเป็นสัปดาห์อันเป็นมงคลสำหรับคนไทยทุกคน ดังนั้นเราจะมาเรียนรู้คำศัพท์และราชาศัพท์ที่น่าสนใจในเหตุการณ์สำคัญนี้กันนะคะ
เนื่องจากวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ที่กำลังจะมาถึงซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และในปีนี้ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา และได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่องานว่า "พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550" หรือภาษาอังกฤษ เรียกว่า 80th Birthday Anniversary (เอททิส์ เบิร์ธเดย์ แอนนิเวอร์ซารี่)
ทั้งหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมทั้งพสกนิกรชาวไทยต่างร่วมใจ กันจัดกิจกรรม ต่างๆ เพื่อถวายเป็นราชสักการะ และร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสมหามงคลครั้งนี้ทั่วประเทศ คำว่า ร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสมหามงคง คือ Celebration on the Auspicious Occasion of His Majesty the King (เซเลอเบรทชั่น ออน ดิ ออส-ปิ้ก-เชียส อ็อกเคชั่น ออฟ ฮีสมาเจสตี้ เดอะคิง)
จากพระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชสมภพในวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๐ ปีเถาะ
His Majesty Bhumibol Adulyadej was born on Monday, December 5, 1927 in the rabbit year.
(ฮีสมาเจสตี้ เดอะคิง วอส บอร์น ออน มันเดย์ ดีเซ็มเบอะ ฟิฟ นายน์ทีน ทเวนทิเซ่เว่น)
เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติสืบราชสันตติวงศ์ในวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศํกราช ๒๔๘๙
คำว่าครองราชย์สมบัติ ใช้คำว่า Accession to the Throne (แอคเซสชั่น ทู เดอะ โธรน)
และเป็นที่รู้จักของต่างชาติในนามของ รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี
คำว่ารัชกาลที่ 9 คือ Rama IX อ่านว่า รามา เดอะ ไนธ์
ราชวงศ์จักรี คือ Chakri Dynasty อ่านว่า จักรี ไดแนสตี้
เรามักจะเห็นตัวย่อ HM หรือ H.M. นั่นหมายถึงพระยศของกษัตริย์หรือพระราชินิค่ะพระมหากษัตริย์ และ พระราชินี ใช้ว่า His/Her Majesty the King/Queen (ตัวย่อ คือ HM King/Queen)ในบางครั้งก็จะเขียนตัวย่อได้อีกแบบ คือ HRM ซึ่งย่อมาจาก His/Her Royal Majesty (ฮีส/เฮอ รอยัล มาเจสตี้)
ส่วนเชื้อพระวงศ์จะใช้ดังนี้
เจ้าฟ้า ใช้ว่า His /Her Royal Highness Prince/Princess (ตัวย่อ คือ HRH Prince/Princess)
พระองค์เจ้า ใช้ว่า His /Her Highness Prince/Princess(ตัวย่อ คือ HH Prince/Princess)
หม่อมเจ้า ใช้ว่า His /Her Serene Prince/Princess (ตัวย่อ คือ HSH Prince/Princess)
ส่วน มรว. และ มล. ใช้ทับศัพท์ภาษาไทยเลยค่ะ
ต่อมาวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร
คำว่า พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ใช้คำว่า Marriage (มาริเอจ)เหมือนทั่วไปค่ะ แต่คำว่า คู่สมรส จะไม่ใช้ว่า Spouse (สะเป๊าส์) มักใช้คำว่า Consort (คอนสอร์ท) แทนค่ะ
วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ราชาภิเษก ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Coronation (คารอเนชั่น)
และวันฉัตรมงคล ก็ใช้คำว่า Coronation Day (คารอเนชั่น เดย์) ถือเป็นวันหยุดนขัตฤกษ์ หรือ Public Holiday (พลับบลิค ฮอลิเดย์)
และในวันเดียวกันนี้ ทรงพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า
"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"
He would "reign with righteousness for the benefit and happiness of the Siamese people"
(ฮี วูด เรน วิธ ไรท์เชียสเนส ฟอร์ เดอะ เบเนฟิต แอนด์ แฮปปี้เนส ออฟ เดอะ ไซแอมมีส พีเพิ้ล)
ในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดถึง 60 ปี ชื่องานนี้ก็คือCelebration of 60th Anniversary of Accession to the Throne
(เซเลอเบรชั่น ออฟ ซิกซ์ตี้ธ์ แอนนิเวอร์ซารี่ แอคเซสชั่น ทู เดอะ โธรน)
ซึ่งได้มีการเฉลิมฉลองไปเมื่อปีที่แล้วค่ะ
และด้วยพระปรีชาสามารถในศาสตร์ต่างๆของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระมหากรุณาธิคุณก่อให้เกิดโครงการในพระราชดำริมากมาย
โครงการในพระราชดำริ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Royal Project (รอยัล โพรเจ็ค)
และที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ โครงการฝนหลวง โครงการแก้มลิง โครงการแกล้งดิน และที่ไม่รู้จักไม่ได้เลยคือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภาษาอังกฤษใช้คำว่า Philosophy of the Sufficiency Economy (ฟิลลอสซอฟี้ ออฟ เดอะ ซัฟฟิเชี่ยนซี่ อิก-คอ-นอ-มิ)
โดยอิงความพอเพียงของตัวเราเองเป็นหลัก ความพอเพียง คือ Self-Sufficiency (เซลฟ์ ซัฟฟิเชี่ยนซี่)
ส่วนคำว่าพระมหากรุณาธิคุณ ใช้คำว่า Benevolence ออกเสียงว่า เบ-เนฟ-วอ-แลนซ์
และในโอกาสนี้ได้มีการจัดทำตราสัญลักษณ์ขึ้นเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน
ตราสัญลักษณ์ ใช้คำว่า Emblem ออกเสียงว่า เอ็ม-บลัม ค่ะ
และประโยคสุดฮิพในโอการนี้ที่จะลืมไม่ได้เลยก็คือ
♥Long Live The King♥
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
(ถ้าใครออกเสียงไม่ถูก...แอบโกรธจริงๆนะ)
แต่ถ้าออกเสียงไม่ถูกจริงๆ
สามารถดูได้ที่ English, It's easy!--5--
นอกจากนั้นในวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปียังมีความสำคัญ คือ เป็นวันพ่อแห่งชาติด้วยค่ะ
Father's day (ฟาเธอร์ เดย์) คือวันพ่อค่ะ ไม่มีใครรักพ่อเราเท่าเรา และไม่มีใครรักเราเท่าพ่อเราหรอกนะคะ เพราะฉะนั้นในวันพ่อปีนี้ก็อย่าลืมที่จะบอกรักพ่อ พาพ่อไปทานข้าว หรือทำการ์ดให้ แค่นี้คุณพ่อก็ตัวลอยแล้วค่ะ
สำหรับวันนี้เราได้เรียนรู้คำศัพท์และราชาศัพท์ไปไม่มากก็น้อยนะคะ หวังว่าจะเป็นความรู้และก่อประโยชน์ให้กับท่านผู้อ่านทุกท่านค่ะ
สำหรับสัปดาห์นี้ของดออกอากาศเสียงตามสายนะค่ะ
จะไปรับลมหนาวค่ะ ส่วนจะเป็นที่ไหนนั้นจะกลับมาเล่าให้ฟังในสัปดาห์หน้าค่ะ
ขอแจ้งข่าวให้ทราบว่า
♥ English, It’s easy! เปลี่ยนวันใหม่เป็น ทุกวันพุธค่ะ
♥ Friday English ได้ทุกวันศุกร์ทางเสียงตามสาย (สัปดาห์นี้งด)
♥ ฟังเสียงตามสายย้อนหลังได้ที่ P:\Supattra\เสียงตามสาย
♥ สามารถอ่าน English, It's easy! ย้อนหลังได้ที่ http://zaysie.blogspot.com/
ขอบคุณท่านผู้อ่านและผู้ฟังที่ติดตามและให้ข้อคิดเห็นต่างๆ และคำชี้แนะของท่านนั้นเราจะนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้นค่ะ หากมีข้อสงสัยหรือติชมประการใด ให้คอมเม้นท์ไว้ได้เลยค่ะ เราจะนำทุกคำถามที่น่าสนใจจากท่านผู้อ่านมาตอบในวันศุกร์สุดท้ายของเดือน วันนี้ขอลาไปก่อนแล้ว เพราะยังไม่ได้เก็บกระเป๋าเลยค่ะ
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า See you next time. Wish you all have a lovely time on Father's day.
สวัสดีค่ะ
Nov 3, 2007
~~~We ♥ The King~~~
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน พบกันกับ English, It's easy! เป็นครั้งที่ 6 แล้วนะคะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ได้กลับไปทบทวนกันบ้างหรือเปล่าเอ่ย มั่นเรียนรู้ จดจำ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของเรา สร้างความคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ และก็จะพบว่า English, It's easy! ค่ะ
สำหรับสัปดาห์นี้... เรียกได้ว่าเป็นสัปดาห์อันเป็นมงคลสำหรับคนไทยทุกคน ดังนั้นเราจะมาเรียนรู้คำศัพท์และราชาศัพท์ที่น่าสนใจในเหตุการณ์สำคัญนี้กันนะคะ
เนื่องจากวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ที่กำลังจะมาถึงซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และในปีนี้ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา และได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่องานว่า "พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550" หรือภาษาอังกฤษ เรียกว่า 80th Birthday Anniversary (เอททิส์ เบิร์ธเดย์ แอนนิเวอร์ซารี่)
ทั้งหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมทั้งพสกนิกรชาวไทยต่างร่วมใจ กันจัดกิจกรรม ต่างๆ เพื่อถวายเป็นราชสักการะ และร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสมหามงคลครั้งนี้ทั่วประเทศ คำว่า ร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสมหามงคง คือ Celebration on the Auspicious Occasion of His Majesty the King (เซเลอเบรทชั่น ออน ดิ ออส-ปิ้ก-เชียส อ็อกเคชั่น ออฟ ฮีสมาเจสตี้ เดอะคิง)
จากพระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชสมภพในวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๐ ปีเถาะ
His Majesty Bhumibol Adulyadej was born on Monday, December 5, 1927 in the rabbit year.
(ฮีสมาเจสตี้ เดอะคิง วอส บอร์น ออน มันเดย์ ดีเซ็มเบอะ ฟิฟ นายน์ทีน ทเวนทิเซ่เว่น)
เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติสืบราชสันตติวงศ์ในวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศํกราช ๒๔๘๙
คำว่าครองราชย์สมบัติ ใช้คำว่า Accession to the Throne (แอคเซสชั่น ทู เดอะ โธรน)
และเป็นที่รู้จักของต่างชาติในนามของ รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี
คำว่ารัชกาลที่ 9 คือ Rama IX อ่านว่า รามา เดอะ ไนธ์
ราชวงศ์จักรี คือ Chakri Dynasty อ่านว่า จักรี ไดแนสตี้
เรามักจะเห็นตัวย่อ HM หรือ H.M. นั่นหมายถึงพระยศของกษัตริย์หรือพระราชินิค่ะพระมหากษัตริย์ และ พระราชินี ใช้ว่า His/Her Majesty the King/Queen (ตัวย่อ คือ HM King/Queen)ในบางครั้งก็จะเขียนตัวย่อได้อีกแบบ คือ HRM ซึ่งย่อมาจาก His/Her Royal Majesty (ฮีส/เฮอ รอยัล มาเจสตี้)
ส่วนเชื้อพระวงศ์จะใช้ดังนี้
เจ้าฟ้า ใช้ว่า His /Her Royal Highness Prince/Princess (ตัวย่อ คือ HRH Prince/Princess)
พระองค์เจ้า ใช้ว่า His /Her Highness Prince/Princess(ตัวย่อ คือ HH Prince/Princess)
หม่อมเจ้า ใช้ว่า His /Her Serene Prince/Princess (ตัวย่อ คือ HSH Prince/Princess)
ส่วน มรว. และ มล. ใช้ทับศัพท์ภาษาไทยเลยค่ะ
ต่อมาวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร
คำว่า พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ใช้คำว่า Marriage (มาริเอจ)เหมือนทั่วไปค่ะ แต่คำว่า คู่สมรส จะไม่ใช้ว่า Spouse (สะเป๊าส์) มักใช้คำว่า Consort (คอนสอร์ท) แทนค่ะ
วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ราชาภิเษก ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Coronation (คารอเนชั่น)
และวันฉัตรมงคล ก็ใช้คำว่า Coronation Day (คารอเนชั่น เดย์) ถือเป็นวันหยุดนขัตฤกษ์ หรือ Public Holiday (พลับบลิค ฮอลิเดย์)
และในวันเดียวกันนี้ ทรงพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า
"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"
He would "reign with righteousness for the benefit and happiness of the Siamese people"
(ฮี วูด เรน วิธ ไรท์เชียสเนส ฟอร์ เดอะ เบเนฟิต แอนด์ แฮปปี้เนส ออฟ เดอะ ไซแอมมีส พีเพิ้ล)
ในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดถึง 60 ปี ชื่องานนี้ก็คือCelebration of 60th Anniversary of Accession to the Throne
(เซเลอเบรชั่น ออฟ ซิกซ์ตี้ธ์ แอนนิเวอร์ซารี่ แอคเซสชั่น ทู เดอะ โธรน)
ซึ่งได้มีการเฉลิมฉลองไปเมื่อปีที่แล้วค่ะ
และด้วยพระปรีชาสามารถในศาสตร์ต่างๆของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระมหากรุณาธิคุณก่อให้เกิดโครงการในพระราชดำริมากมาย
โครงการในพระราชดำริ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Royal Project (รอยัล โพรเจ็ค)
และที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ โครงการฝนหลวง โครงการแก้มลิง โครงการแกล้งดิน และที่ไม่รู้จักไม่ได้เลยคือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภาษาอังกฤษใช้คำว่า Philosophy of the Sufficiency Economy (ฟิลลอสซอฟี้ ออฟ เดอะ ซัฟฟิเชี่ยนซี่ อิก-คอ-นอ-มิ)
โดยอิงความพอเพียงของตัวเราเองเป็นหลัก ความพอเพียง คือ Self-Sufficiency (เซลฟ์ ซัฟฟิเชี่ยนซี่)
ส่วนคำว่าพระมหากรุณาธิคุณ ใช้คำว่า Benevolence ออกเสียงว่า เบ-เนฟ-วอ-แลนซ์
และในโอกาสนี้ได้มีการจัดทำตราสัญลักษณ์ขึ้นเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน
ตราสัญลักษณ์ ใช้คำว่า Emblem ออกเสียงว่า เอ็ม-บลัม ค่ะ
และประโยคสุดฮิพในโอการนี้ที่จะลืมไม่ได้เลยก็คือ
♥Long Live The King♥
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
(ถ้าใครออกเสียงไม่ถูก...แอบโกรธจริงๆนะ)
แต่ถ้าออกเสียงไม่ถูกจริงๆ
สามารถดูได้ที่ English, It's easy!--5--
นอกจากนั้นในวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปียังมีความสำคัญ คือ เป็นวันพ่อแห่งชาติด้วยค่ะ
Father's day (ฟาเธอร์ เดย์) คือวันพ่อค่ะ ไม่มีใครรักพ่อเราเท่าเรา และไม่มีใครรักเราเท่าพ่อเราหรอกนะคะ เพราะฉะนั้นในวันพ่อปีนี้ก็อย่าลืมที่จะบอกรักพ่อ พาพ่อไปทานข้าว หรือทำการ์ดให้ แค่นี้คุณพ่อก็ตัวลอยแล้วค่ะ
สำหรับวันนี้เราได้เรียนรู้คำศัพท์และราชาศัพท์ไปไม่มากก็น้อยนะคะ หวังว่าจะเป็นความรู้และก่อประโยชน์ให้กับท่านผู้อ่านทุกท่านค่ะ
สำหรับสัปดาห์นี้ของดออกอากาศเสียงตามสายนะค่ะ
จะไปรับลมหนาวค่ะ ส่วนจะเป็นที่ไหนนั้นจะกลับมาเล่าให้ฟังในสัปดาห์หน้าค่ะ
ขอแจ้งข่าวให้ทราบว่า
♥ English, It’s easy! เปลี่ยนวันใหม่เป็น ทุกวันพุธค่ะ
♥ Friday English ได้ทุกวันศุกร์ทางเสียงตามสาย (สัปดาห์นี้งด)
♥ ฟังเสียงตามสายย้อนหลังได้ที่ P:\Supattra\เสียงตามสาย
♥ สามารถอ่าน English, It's easy! ย้อนหลังได้ที่ http://zaysie.blogspot.com/
ขอบคุณท่านผู้อ่านและผู้ฟังที่ติดตามและให้ข้อคิดเห็นต่างๆ และคำชี้แนะของท่านนั้นเราจะนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้นค่ะ หากมีข้อสงสัยหรือติชมประการใด ให้คอมเม้นท์ไว้ได้เลยค่ะ เราจะนำทุกคำถามที่น่าสนใจจากท่านผู้อ่านมาตอบในวันศุกร์สุดท้ายของเดือน วันนี้ขอลาไปก่อนแล้ว เพราะยังไม่ได้เก็บกระเป๋าเลยค่ะ
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า See you next time. Wish you all have a lovely time on Father's day.
สวัสดีค่ะ
Thursday, November 1, 2007
รักคุณเข้า..อีกแล้ว
credits: Love Is
เนื้อเพลง รักคุณเข้าอีกแล้ว
โดย บอย โกสิยพงษ์ feat. ป๊อด โมเดิร์นด๊อก
เก็บเพลงรักนี้ ไว้ให้เธอ เมื่อวันใดที่เจอะเจอ
ฉันก็พร้อมและยินยอมมอบความรัก และจิตใจ
ชั่วนิรันดร์ (ชั่วนิรันดร์)
มีเพลงเพลงนึงที่เคยร้องให้เธอฟัง
แต่ไม่รู้ว่ายังจำได้หรือเปล่า
วันและเวลาอาจจะหมุนและเวียนไป
แต่ใจความในเพลงนั้นของเรา
ก็ยังคงเฝ้าย้ำพูดถึง ความรักที่ลึกซึ้ง
และยังคงตรึงในหัวใจนานแค่ใหน ก็เหมือนเก่า
เหมือนวันแรกที่เรา เจอะกัน
เก็บเพลงรักนี้ให้เป็นของขวัญ
ให้เธอได้รับได้รู้หัวใจของฉัน
แม้คืนวันจะเปลี่ยนแปลงสักแค่ไหน
แต่ใจของฉันที่รักเธอนั้น
ต่อให้ต้องลงนรกหรือขึ้นสรวงสวรรค์
ฉันก็จะไม่มีวันมอบให้ใคร
จะมีเพียงเธอแค่เพียงคนเดียว
และจะมีแต่เธอ เธอแค่เพียงคนเดียว
และจะเป็นเพียงคนเดียวเสมอไป
ที่ฉันฝากชีวิต ทั้งหมดไว้
โดยไม่มีวันทวงกลับคืน
กาลและเวลาที่เปลี่ยนหมุนและเวียนไป
อาจจะทำให้หัวใจใครหมุนตาม
แต่ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนหมุนไปยังไง
ใจความในเพลงนั้นของเรา
...
ฉันขอใช้ช่วงเวลาทั้งชีวิตที่ฉันมี
ฉันขอใช้ไปกับเธอ กับเธอ เธอคนนี้
...
ฉันขอมอบชีวิตทั้งหมดไว้
ฝากให้กับเธอเพียงผู้เดียว
...
เนื้อเพลง รักคุณเข้าอีกแล้ว
โดย บอย โกสิยพงษ์ feat. ป๊อด โมเดิร์นด๊อก
เก็บเพลงรักนี้ ไว้ให้เธอ เมื่อวันใดที่เจอะเจอ
ฉันก็พร้อมและยินยอมมอบความรัก และจิตใจ
ชั่วนิรันดร์ (ชั่วนิรันดร์)
มีเพลงเพลงนึงที่เคยร้องให้เธอฟัง
แต่ไม่รู้ว่ายังจำได้หรือเปล่า
วันและเวลาอาจจะหมุนและเวียนไป
แต่ใจความในเพลงนั้นของเรา
ก็ยังคงเฝ้าย้ำพูดถึง ความรักที่ลึกซึ้ง
และยังคงตรึงในหัวใจนานแค่ใหน ก็เหมือนเก่า
เหมือนวันแรกที่เรา เจอะกัน
เก็บเพลงรักนี้ให้เป็นของขวัญ
ให้เธอได้รับได้รู้หัวใจของฉัน
แม้คืนวันจะเปลี่ยนแปลงสักแค่ไหน
แต่ใจของฉันที่รักเธอนั้น
ต่อให้ต้องลงนรกหรือขึ้นสรวงสวรรค์
ฉันก็จะไม่มีวันมอบให้ใคร
จะมีเพียงเธอแค่เพียงคนเดียว
และจะมีแต่เธอ เธอแค่เพียงคนเดียว
และจะเป็นเพียงคนเดียวเสมอไป
ที่ฉันฝากชีวิต ทั้งหมดไว้
โดยไม่มีวันทวงกลับคืน
กาลและเวลาที่เปลี่ยนหมุนและเวียนไป
อาจจะทำให้หัวใจใครหมุนตาม
แต่ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนหมุนไปยังไง
ใจความในเพลงนั้นของเรา
...
ฉันขอใช้ช่วงเวลาทั้งชีวิตที่ฉันมี
ฉันขอใช้ไปกับเธอ กับเธอ เธอคนนี้
...
ฉันขอมอบชีวิตทั้งหมดไว้
ฝากให้กับเธอเพียงผู้เดียว
...
Monday, October 29, 2007
อิ่มเดียว หลับเดียวเท่านั้น
พระราชดำรัสในหลวง “ชีวิตมนุษย์เรานี่ อิ่มเดียว หลับเดียวเท่านั้น”
>> อิ่มเดียว หลับเดียว
>> ข้าพเจ้าจะนำท่านย้อนหลังกลับไปเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วมา
>> ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครอง ราชย์ใหม่ๆ
>> ทรงโปรดการทรงภูษาเป็นสนับเพลาสั้น (กางเกงขาสั้น) ในยามดึก
>> เวรยามรอบพระราชฐานที่ประทับ ต่างทำหน้าที่กัน
>> ตามจุดต่างๆ ไม่มีบกพร่อง ไม่มีการละทิ้งหน้าที่ ไม่มีการหยอกล้อเฮฮา
>> ส่งเสียงอึกทึกหรือเล่นหัวกัน
>> เพราะต่างรู้หน้าที่ของตนว่ากำลังถวายอารักขาและถวายความปลอดภัย
>> แด่องค์พระประมุขของชาติ
>> จอมคนของปวงชนชาวไทย แม้จะมิได้ทรงเสด็จออกมาทอดพระเนตร
>> แต่ทุกคนก็รู้หน้าที่กันเป็นอย่างดี
>> ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาว ลมพัดกรูเกรียวเสียงน้ำค้างตก
>> ใครจะนึกบ้างเล่าว่าพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวจะทรงเสด็จลงมา
>> ทรงพระราชดำเนินไปรเวท (เดินเล่น) บางครั้งทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเงียบๆ
>> แล้วก็มีพระราชดำรัสทักทายแก่ทหารมหาดเล็กที่ถวายเวรยาม และนายทหารราชองครักษ์เวร ประดุจน้ำทิพย์หยาดลงชโลมดวงใจของผู้ที่ทำการอยู่เวรยามให้ได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณว่า
>> ทรงเป็นห่วงผู้ที่มาอยู่เวรยามด้วยความจงรักภักดี
>> แม้เวลาจะดึกดื่นแล้วก็ยังคงอยู่ในหน้าที่ด้วยอาการสงบที่เป็นการถวายชีวิตเป็นราชพลี...
>> ตอนนั้น ทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านหน้าข้าพเจ้า
>> ซึ่งกำลังหมอบกราบด้วยความเคารพอย่างสุดชีวิต
>> ทรงหยุดพระราชดำเนินแล้วมีพระราชดำรัสเรียกชื่อของข้าพเจ้า
>> จากนั้นทรงพระราชดำรัสต่อไปว่า“ชีวิตมนุษย์เรานี่อิ่มเดียวหลับเดียวเท่านั้น”
>>ทรงเสด็จพระราช ดำเนินผ่านไปจนลับพระองค์
>> ข้าพเจ้าทบทวนพระราชดำรัสจนขึ้นใจ นึกไม่ออกว่าทรงหมายความว่าอย่างไร
>> จนรุ่งเช้าออกเวรแล้วจึงได้กลับบ้าน
>> อีกสองสามวันต่อมาได้มีโอกาสเข้าไปคุยธรรมะกับพระที่วัดเทพธิดา
>> จึงได้เอ่ยถามท่านมหาผู้มีเปรียญเป็นดีกรีว่า“ท่านมหาขอรับ
>> คำว่าอิ่มเดียวหลับเดียวนี่ หมายความว่า อย่างไรขอรับ”
>> ท่านมหาขมวดคิ้วแล้วย้อนถามผมด้วยความฉงนฉงาย ทำให้ผมยิ่งงงเข้าไปอีกว่า
>> “โยมเฉลิมศักดิ์ไปเอาคำนี้มาจากไหนกันล่ะ” ข้าพเจ้ามิได้บอกท่านตรงๆ
>> ในที่สุดท่านก็ได้ตอบปัญหาให้ผมได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า…..
>> โยมเฉลิมศักดิ์คำนี้น่ะ
>> ผู้ที่ได้กล่าวถึงนี้เป็นผู้มีความรู้ในพระพุทธพจน์อันมีความหมายยาวให้ย่นย่อ
>> เข้าใจได้ง่ายอีกด้วย คำว่าอิ่มเดียวหลับเดียวนั้น มาจากพระพุทธพจน์
>> ที่ทรงให้ตัดความโลภ เพื่อให้ ชีวิตเป็นสุข
>> ให้รู้จักคำว่าพอ เพราะมนุษย์เรานั้นจะกินได้มากเท่าใด ก็ไม่เกินอิ่มของตน
>> พออิ่มแล้วก็เท่านั้นแหละ อะไรก็ไม่วิเศษอีกแล้ว การนอนก็เช่นกัน
>> จะนอนนานแค่ไหนก็แค่อิ่มนอนของตัวเองเท่านั้น มนุษย์เรา
>> นั้นวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะไม่รู้จักอิ่ม ได้มาอิ่มแล้วก็ยังอยากได้อีก
>> นอนอิ่มแล้วก็อยากนอนอีกอยาก ได้ให้มันมากขึ้นไปอีก
>> ถ้าคนเรายึดในหลักว่าอิ่มเดียวหลับเดียว โลกก็จะเป็นสุข
>> ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดี และแสวงหาจนทำให้เดือดร้อนกันไปทั่ว
>> คนเรานะโยม จะบริโภคอาหารอันอิ่มเอมโอชะสักเท่าใดก็อิ่มเดียว กินข้าวคลุก น้ำปลา หรือกินอาหารจีนรสเลิศชามละเป็นพันบาท ก็อิ่มเดียวแค่อิ่มเท่านั้น
>> กินเข้าไปไม่ได้แล้ว จะนอนบนที่นอนยัดนุ่นรองด้วยสปริง อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ
>> นอนในสลัมหรือ นอนในคฤหาสน์ ก็แค่นอนหลับอิ่มเดียวเท่านั้น
>> เต็มอิ่มแล้วก็ต้องลุกขึ้นมา ชีวิตของมนุษย์ทุกคน
>> ก็เท่าเทียมกันด้วยอิ่มเดียวและหลับเดียวนี่แหละ
ที่มา:http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=8704
>> อิ่มเดียว หลับเดียว
>> ข้าพเจ้าจะนำท่านย้อนหลังกลับไปเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วมา
>> ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครอง ราชย์ใหม่ๆ
>> ทรงโปรดการทรงภูษาเป็นสนับเพลาสั้น (กางเกงขาสั้น) ในยามดึก
>> เวรยามรอบพระราชฐานที่ประทับ ต่างทำหน้าที่กัน
>> ตามจุดต่างๆ ไม่มีบกพร่อง ไม่มีการละทิ้งหน้าที่ ไม่มีการหยอกล้อเฮฮา
>> ส่งเสียงอึกทึกหรือเล่นหัวกัน
>> เพราะต่างรู้หน้าที่ของตนว่ากำลังถวายอารักขาและถวายความปลอดภัย
>> แด่องค์พระประมุขของชาติ
>> จอมคนของปวงชนชาวไทย แม้จะมิได้ทรงเสด็จออกมาทอดพระเนตร
>> แต่ทุกคนก็รู้หน้าที่กันเป็นอย่างดี
>> ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาว ลมพัดกรูเกรียวเสียงน้ำค้างตก
>> ใครจะนึกบ้างเล่าว่าพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวจะทรงเสด็จลงมา
>> ทรงพระราชดำเนินไปรเวท (เดินเล่น) บางครั้งทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเงียบๆ
>> แล้วก็มีพระราชดำรัสทักทายแก่ทหารมหาดเล็กที่ถวายเวรยาม และนายทหารราชองครักษ์เวร ประดุจน้ำทิพย์หยาดลงชโลมดวงใจของผู้ที่ทำการอยู่เวรยามให้ได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณว่า
>> ทรงเป็นห่วงผู้ที่มาอยู่เวรยามด้วยความจงรักภักดี
>> แม้เวลาจะดึกดื่นแล้วก็ยังคงอยู่ในหน้าที่ด้วยอาการสงบที่เป็นการถวายชีวิตเป็นราชพลี...
>> ตอนนั้น ทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านหน้าข้าพเจ้า
>> ซึ่งกำลังหมอบกราบด้วยความเคารพอย่างสุดชีวิต
>> ทรงหยุดพระราชดำเนินแล้วมีพระราชดำรัสเรียกชื่อของข้าพเจ้า
>> จากนั้นทรงพระราชดำรัสต่อไปว่า“ชีวิตมนุษย์เรานี่อิ่มเดียวหลับเดียวเท่านั้น”
>>ทรงเสด็จพระราช ดำเนินผ่านไปจนลับพระองค์
>> ข้าพเจ้าทบทวนพระราชดำรัสจนขึ้นใจ นึกไม่ออกว่าทรงหมายความว่าอย่างไร
>> จนรุ่งเช้าออกเวรแล้วจึงได้กลับบ้าน
>> อีกสองสามวันต่อมาได้มีโอกาสเข้าไปคุยธรรมะกับพระที่วัดเทพธิดา
>> จึงได้เอ่ยถามท่านมหาผู้มีเปรียญเป็นดีกรีว่า“ท่านมหาขอรับ
>> คำว่าอิ่มเดียวหลับเดียวนี่ หมายความว่า อย่างไรขอรับ”
>> ท่านมหาขมวดคิ้วแล้วย้อนถามผมด้วยความฉงนฉงาย ทำให้ผมยิ่งงงเข้าไปอีกว่า
>> “โยมเฉลิมศักดิ์ไปเอาคำนี้มาจากไหนกันล่ะ” ข้าพเจ้ามิได้บอกท่านตรงๆ
>> ในที่สุดท่านก็ได้ตอบปัญหาให้ผมได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า…..
>> โยมเฉลิมศักดิ์คำนี้น่ะ
>> ผู้ที่ได้กล่าวถึงนี้เป็นผู้มีความรู้ในพระพุทธพจน์อันมีความหมายยาวให้ย่นย่อ
>> เข้าใจได้ง่ายอีกด้วย คำว่าอิ่มเดียวหลับเดียวนั้น มาจากพระพุทธพจน์
>> ที่ทรงให้ตัดความโลภ เพื่อให้ ชีวิตเป็นสุข
>> ให้รู้จักคำว่าพอ เพราะมนุษย์เรานั้นจะกินได้มากเท่าใด ก็ไม่เกินอิ่มของตน
>> พออิ่มแล้วก็เท่านั้นแหละ อะไรก็ไม่วิเศษอีกแล้ว การนอนก็เช่นกัน
>> จะนอนนานแค่ไหนก็แค่อิ่มนอนของตัวเองเท่านั้น มนุษย์เรา
>> นั้นวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะไม่รู้จักอิ่ม ได้มาอิ่มแล้วก็ยังอยากได้อีก
>> นอนอิ่มแล้วก็อยากนอนอีกอยาก ได้ให้มันมากขึ้นไปอีก
>> ถ้าคนเรายึดในหลักว่าอิ่มเดียวหลับเดียว โลกก็จะเป็นสุข
>> ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดี และแสวงหาจนทำให้เดือดร้อนกันไปทั่ว
>> คนเรานะโยม จะบริโภคอาหารอันอิ่มเอมโอชะสักเท่าใดก็อิ่มเดียว กินข้าวคลุก น้ำปลา หรือกินอาหารจีนรสเลิศชามละเป็นพันบาท ก็อิ่มเดียวแค่อิ่มเท่านั้น
>> กินเข้าไปไม่ได้แล้ว จะนอนบนที่นอนยัดนุ่นรองด้วยสปริง อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ
>> นอนในสลัมหรือ นอนในคฤหาสน์ ก็แค่นอนหลับอิ่มเดียวเท่านั้น
>> เต็มอิ่มแล้วก็ต้องลุกขึ้นมา ชีวิตของมนุษย์ทุกคน
>> ก็เท่าเทียมกันด้วยอิ่มเดียวและหลับเดียวนี่แหละ
ที่มา:http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=8704
ถือ (ก็) หนัก วาง (ก็) เบา
เคยมีคนไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าพระองค์ให้เหลือเพียงสั้นๆ
ทว่า ครอบคลุมใจความทั้งหมดแห่งพระพุทธศาสนา
พระองค์ตรัสว่า หากจะให้สรุปเช่นนั้น
ก็ขอสรุปเช่นนั้นก็ขอสรุปว่า
ใจความแห่งคำสอนของพระองค์ขึ้นอยู่กับประโยคที่ว่า
“สัพเพ ธัมมานาลัง อะภินิเวสายะ
ใดใดในโลกอันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น”
ทำไมจึงไม่ควรยึดติดถือมั่น
เพราะที่ใดมีความถือมั่น ที่นั่นก็มีความทุกข์
ความทุกข์ขยายตัวตามระดับความเข้มข้นของความยึดติด
ยึดมาก ติดมาก จึงทุกข์น้อย
ไม่ยึด ไม่ติด จึงไม่ทุกข์
ความไม่ยึดติดถือมั่น กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า “ความปล่อยวาง”
ทำไมจึงต้องปล่อยวาง
เพราะทุกอย่าง “มีความว่าง” มาแต่เดิม
คนที่หลงกอด “ความว่าง”
โดยคิดว่าเป็น “ความมี” ทำไมจะไม่ทุกข์ ?
พระบวชใหม่รูปหนึ่ง
เดินบิณฑบาตผ่านชุมชนแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้คนจอแจ
ขณะเดินสำรวมก้มหน้าแต่พอประมาณ
เพื่อเดินผ่านชุมชนไปอย่างช้าๆ นั้นเอง
จู่ๆ ก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งใส่สูท
ผูกเนคไท สวมแว่นตาดำเดินเข้ามาหาท่าน
พร้อมทั้งชี้หน้าด่าท่านอย่างสาดเสียเทเสีย
พระรูปตกตะลึง รีบเดินหนี
แต่แม้ท่านจะเดินหนีชายคนนั้นพ้นแล้ว
แต่เสียงด่าของเขายังคงก้อง
อยู่ในโสตประสาทของท่านอย่างชัดถ้อยชัดคำ
เมื่อกลับถึงวัด พลันที่คิดถึงเหตุการณ์
ที่ตนถูกชี้หน้าด่ากลางฝูงชน
พระหนุ่มก็รู้สึกโกรธจนหน้าแดงก่ำ
ยิ่งคิดต่อไปว่าชายคนนั้นมาชี้หน้าด่าตน
ซึ่งเป็นพระและตนเองก็จำได้ว่า
ตั้งแต่บวชเข้ามาในพระธรรมวินัย ก็ยังไม่เคยทำอะไรผิด
คิดมาถึงขั้นว่า ตนไม่ผิด
แต่ทำไมตนต้องถูกด่า ยิ่งเจ็บ ยิ่งแค้น
วันที่ท่านถูกด่ากลางชุมชนนั้นเป็นวันศุกร์
แต่ตกถึงเช้าวันจันทร์ท่านก็ยังไม่หายโกรธ
เช้าวันจันทร์นั้น พระบวชใหม่ประคองบาตร
เดินผ่านชุมชนนั้นเหมือนเดิม
ท่านพยายามสอดส่ายสายตามองหาชายคนเดิม
ตั้งใจว่าวันนี้จะต้องถามให้รู้เรื่อง
ว่าเหตุจึงมาชี้หน้าด่าตนเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว
ยิ่งพยายามค้นหา กลับยิ่งไม่พอ
ท่านจึงเดินสำรวจรับอาหารบิณฑบาตต่อไป
จนได้อาหารเต็มบาตรแล้วจึงเดินกลับวัด
ระหว่างทางกลับวัด โดยไม่คาดฝัน
พระหนุ่มทอดสายตาไปพบกับชายคนหนึ่งสวมสูท ผูกเทคไท
ใส่แว่นตาดำ ท่านอุทานในใจว่า
“อ๋อ เจ้าคนนี้เองที่ด่าฉันเมื่อวันศุกร์”
ภาพที่เห็นก็คือ ชายแต่งตัวดีคนนั้น
นอนหลับหมดสติอยู่ข้างศาลเจ้าแห่งหนึ่ง
ข้างๆ ตัวเขามีขวดเหล้าล้มกลิ้งอยู่
พอท่านพยายามเดินเข้าไปมองใกล้ๆ
เขาจึงเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา
พอเห็นท่านเท่านั้นชายคนนั้นก็ร้องขึ้นมาว่า
“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นกล้าฯ บัดนี้
พระองค์ทรงกลับมาครองอยุธยาอีกครั้งหนึ่งแล้วกระนั้นหรือ...”
ว่าแล้วก็ลุกขึ้นกำเฉิบๆ
พลันที่ท่านประเมินว่าชายแต่งตัวดี
คนที่ชี้หน้าด่าท่านเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว
เป็นคนบ้าที่มาในร่างของคนแต่งตัวดีเท่านั้นเอง
ความโกรธที่ก่อตัวเป็นเมฆดำทะมึน
อยู่ในใจของท่านมานานถึงสามวัน
ก็พลันอันตรธานไปอย่างง่ายดายชนิดไร้ร่องรอย
ทำไม
เราจึงปล่อยวางต่อคนบ้าได้ง่ายดายเหลือเกิน ?
แต่กับคนปกติ
ทำไม เราจึงมีความรู้สึกว่าต้องเอาเรื่องราวให้ถึงที่สุด ?
ที่มา: http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=8704
พระพุทธเจ้าพระองค์ให้เหลือเพียงสั้นๆ
ทว่า ครอบคลุมใจความทั้งหมดแห่งพระพุทธศาสนา
พระองค์ตรัสว่า หากจะให้สรุปเช่นนั้น
ก็ขอสรุปเช่นนั้นก็ขอสรุปว่า
ใจความแห่งคำสอนของพระองค์ขึ้นอยู่กับประโยคที่ว่า
“สัพเพ ธัมมานาลัง อะภินิเวสายะ
ใดใดในโลกอันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น”
ทำไมจึงไม่ควรยึดติดถือมั่น
เพราะที่ใดมีความถือมั่น ที่นั่นก็มีความทุกข์
ความทุกข์ขยายตัวตามระดับความเข้มข้นของความยึดติด
ยึดมาก ติดมาก จึงทุกข์น้อย
ไม่ยึด ไม่ติด จึงไม่ทุกข์
ความไม่ยึดติดถือมั่น กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า “ความปล่อยวาง”
ทำไมจึงต้องปล่อยวาง
เพราะทุกอย่าง “มีความว่าง” มาแต่เดิม
คนที่หลงกอด “ความว่าง”
โดยคิดว่าเป็น “ความมี” ทำไมจะไม่ทุกข์ ?
พระบวชใหม่รูปหนึ่ง
เดินบิณฑบาตผ่านชุมชนแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้คนจอแจ
ขณะเดินสำรวมก้มหน้าแต่พอประมาณ
เพื่อเดินผ่านชุมชนไปอย่างช้าๆ นั้นเอง
จู่ๆ ก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งใส่สูท
ผูกเนคไท สวมแว่นตาดำเดินเข้ามาหาท่าน
พร้อมทั้งชี้หน้าด่าท่านอย่างสาดเสียเทเสีย
พระรูปตกตะลึง รีบเดินหนี
แต่แม้ท่านจะเดินหนีชายคนนั้นพ้นแล้ว
แต่เสียงด่าของเขายังคงก้อง
อยู่ในโสตประสาทของท่านอย่างชัดถ้อยชัดคำ
เมื่อกลับถึงวัด พลันที่คิดถึงเหตุการณ์
ที่ตนถูกชี้หน้าด่ากลางฝูงชน
พระหนุ่มก็รู้สึกโกรธจนหน้าแดงก่ำ
ยิ่งคิดต่อไปว่าชายคนนั้นมาชี้หน้าด่าตน
ซึ่งเป็นพระและตนเองก็จำได้ว่า
ตั้งแต่บวชเข้ามาในพระธรรมวินัย ก็ยังไม่เคยทำอะไรผิด
คิดมาถึงขั้นว่า ตนไม่ผิด
แต่ทำไมตนต้องถูกด่า ยิ่งเจ็บ ยิ่งแค้น
วันที่ท่านถูกด่ากลางชุมชนนั้นเป็นวันศุกร์
แต่ตกถึงเช้าวันจันทร์ท่านก็ยังไม่หายโกรธ
เช้าวันจันทร์นั้น พระบวชใหม่ประคองบาตร
เดินผ่านชุมชนนั้นเหมือนเดิม
ท่านพยายามสอดส่ายสายตามองหาชายคนเดิม
ตั้งใจว่าวันนี้จะต้องถามให้รู้เรื่อง
ว่าเหตุจึงมาชี้หน้าด่าตนเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว
ยิ่งพยายามค้นหา กลับยิ่งไม่พอ
ท่านจึงเดินสำรวจรับอาหารบิณฑบาตต่อไป
จนได้อาหารเต็มบาตรแล้วจึงเดินกลับวัด
ระหว่างทางกลับวัด โดยไม่คาดฝัน
พระหนุ่มทอดสายตาไปพบกับชายคนหนึ่งสวมสูท ผูกเทคไท
ใส่แว่นตาดำ ท่านอุทานในใจว่า
“อ๋อ เจ้าคนนี้เองที่ด่าฉันเมื่อวันศุกร์”
ภาพที่เห็นก็คือ ชายแต่งตัวดีคนนั้น
นอนหลับหมดสติอยู่ข้างศาลเจ้าแห่งหนึ่ง
ข้างๆ ตัวเขามีขวดเหล้าล้มกลิ้งอยู่
พอท่านพยายามเดินเข้าไปมองใกล้ๆ
เขาจึงเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา
พอเห็นท่านเท่านั้นชายคนนั้นก็ร้องขึ้นมาว่า
“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นกล้าฯ บัดนี้
พระองค์ทรงกลับมาครองอยุธยาอีกครั้งหนึ่งแล้วกระนั้นหรือ...”
ว่าแล้วก็ลุกขึ้นกำเฉิบๆ
พลันที่ท่านประเมินว่าชายแต่งตัวดี
คนที่ชี้หน้าด่าท่านเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว
เป็นคนบ้าที่มาในร่างของคนแต่งตัวดีเท่านั้นเอง
ความโกรธที่ก่อตัวเป็นเมฆดำทะมึน
อยู่ในใจของท่านมานานถึงสามวัน
ก็พลันอันตรธานไปอย่างง่ายดายชนิดไร้ร่องรอย
ทำไม
เราจึงปล่อยวางต่อคนบ้าได้ง่ายดายเหลือเกิน ?
แต่กับคนปกติ
ทำไม เราจึงมีความรู้สึกว่าต้องเอาเรื่องราวให้ถึงที่สุด ?
ที่มา: http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=8704
หลักการทำสมาธิเบื้องต้น
จิตของคนทั่วๆ ไปที่ไม่เคยทำสมาธินั้น ก็มักจะมีสภาพเหมือนม้าป่าพยศที่ยังไม่เคยถูกจับมาฝึกให้เชื่อง มีการซัดส่ายไปในทิศทางต่างๆ อยู่เป็นประจำ การทำสมาธินั้นก็เหมือนการจับม้าป่านั้นมาล่ามเชือก หรือใส่ไว้ในคอกเล็กๆ ไม่ยอมให้มีอิสระตามความเคยชิน เมื่อตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ม้านั้นก็ย่อมจะแสดงอาการพยศออกมา มีอาการดิ้นรน กวัดแกว่ง ไม่สามารถอยู่อย่างนิ่งสงบได้ ถ้ายิ่งพยายามบังคับ ควบคุมมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งดิ้นรนมากขึ้นเท่านั้น
การจะฝึกม้าป่าให้เชื่องโดยไม่เหนื่อยมากนั้นต้องใจเย็นๆ โดยเริ่มจากการใส่ไว้ในคอกใหญ่ๆ แล้วปล่อยให้เคยชินกับคอกขนาดนั้นก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ลดขนาดของคอกลงเรื่อยๆ ม้านั้นก็จะเชื่องขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่แสดงอาการพยศอย่างรุนแรงเหมือนการพยายามบีบบังคับอย่างรีบร้อน เมื่อม้าเชื่องมากพอแล้ว ก็จะสามารถใส่บังเหียนแล้วนำไปฝึกได้โดยง่าย
การฝึกจิตก็เช่นกัน ถ้าใจร้อนคิดจะให้เกิดสมาธิอย่างรวดเร็วทั้งที่จิตยังไม่เชื่อง จิตจะดิ้นรนมาก และเมื่อพยายามบีบจิตให้นิ่งมากขึ้นเท่าไหร่ จิตจะยิ่งเกิดอาการเกร็งมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนั่นจะหมายถึงความกระด้างของจิตที่เพิ่มขึ้น (จิตที่เกร็งจะเป็นจิตที่กระด้าง ซึ่งต่างจากจิตที่ผ่อนคลายจะเป็นจิตที่ประณีตกว่า) แล้วยังจะทำให้เหนื่อยอีกด้วย ถึงแม้บางครั้งอาจจะบังคับจิตไม่ให้ซัดส่ายได้ แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าจิตมีอาการสั่น กระเพื่อมอยู่ภายใน
เหมือนการหัดขี่จักรยานใหม่ๆ ถึงแม้จะเริ่มทรงตัวได้แล้ว แต่ก็ขี่ไปด้วยอาการเกร็ง การขี่ในขณะนั้นนอกจากจะเหนื่อยแล้ว การทรงตัวก็ยังไม่นิ่มนวลราบเรียบอีกด้วย ซึ่งจะต่างกันมากเมื่อเปรียบเทียบกับการขับขี่ของคนที่ชำนาญแล้ว ที่จะสามารถขี่ไปได้ด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลายอย่างสบายๆ ราบเรียบ นุ่มนวล ไม่มีอาการสั่นเกร็ง
หลักทั่วไปในการทำสมาธินั้น พอจะสรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
1.) หาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำสมาธิให้มากที่สุดก่อนที่จะทำสมาธิ เพื่อจะได้ประหยัดเวลาไม่ต้องลองผิดลองถูก และไม่หลงทาง ป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะความไม่รู้ หรือเข้าใจผิด นอกจากนี้ยังป้องกันความฟุ้งซ่านที่อาจจะเกิดขึ้นจากความลังเลสงสัยอีกด้วย
2.) เลือกวิธีที่คิดว่าเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด แล้วลองทำไปสักระยะหนึ่งก่อน ถ้าทำแล้วสมาธิเกิดได้ยากก็ลองวิธีอื่นๆ ดูบ้าง เพราะจิตและลักษณะนิสัยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีที่เหมาะสมของแต่ละคนจึงต่างกันไป บางคนอาจจะเหมาะกับการตามดูลมหายใจ ซึ่งอาจจะใช้คำบริกรรมว่าพุทธ-โธ หรือ เข้า/ออก ประกอบ บางคนอาจจะเหมาะกับการแผ่เมตตา บางคนถนัดการเพ่งกสิณ เช่นเพ่งวงกลมสีขาว ฯลฯ
ซึ่งวิธีการทำสมาธินั้นมีมากถึง 40 ชนิด เพื่อให้เหมาะกับคนแต่ละประเภท แต่ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญมากที่สุด ก็คืออานาปานสติ คือการตามสังเกต ตามรู้ลมหายใจเข้าออกนั่นเอง (ดูรายละเอียดได้ในเรื่องนิวรณ์ 5 และวิธีแก้ไข ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ) ในหัวข้อวิธีแก้ไขนิวรณ์ 5/อุทธัจจกุกกุจจะ และในเรื่องอานาปานสติสูตร ในหมวดวิปัสสนา (ปัญญา) ) เพราะทำได้ในทุกที่ โดยไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ใดๆ เลย ทำแล้วจิตใจเย็นสบาย ไม่เครียด
3.) อยู่ใกล้ผู้รู้ หรือรีบหาคนปรึกษาทันทีที่สงสัย เพื่อไม่ให้ความสงสัยมาทำให้จิตฟุ้งซ่าน
4.) พยายามตัดความกังวลทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นออกไปให้มากที่สุด โดยการทำงานทุกอย่างที่คั่งค้างอยู่ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่จะทำสมาธิ หรือถ้าทำสมาธิไปแล้ว เกิดความกังวลถึงการงานใดขึ้นมา ก็ให้บอกกับตัวเองว่าตอนนี้เป็นเวลาทำสมาธิ ยังไม่ถึงเวลาทำงานอย่างอื่น เอาไว้ทำสมาธิเสร็จแล้วถึงไปทำงานเหล่านั้นก็ไม่เห็นเสียหายอะไร ถ้าแก้ความกังวลไม่หายจริงๆ ก็หยุดทำสมาธิแล้วรีบไปจัดการเรื่องนั้นๆ ให้เรียบร้อยก่อนก็ได้ ถ้าคิดว่าขืนนั่งต่อไปก็เสียเวลาเปล่า เมื่องานนั้นเสร็จแล้วก็รีบกลับมาทำสมาธิใหม่
5.) ก่อนนั่งสมาธิถ้าอาบน้ำได้ก็ควรอาบน้ำก่อน หรืออย่างน้อยก็ควรล้างหน้า ล้างมือ ล้างเท้าก่อนจะทำให้โล่งสบายตัว เมื่อกายสงบระงับ จิตก็จะสงบระงับได้ง่ายขึ้น
6.) ควรทำสมาธิในที่ที่เงียบสงบ อากาศเย็นสบาย ไม่พลุกพล่านจอแจ
7.) ก่อนนั่งสมาธิควรเดินจงกรม (เดินกลับไปกลับมาช้าๆ โดยยึดจิตไว้ที่จุดใดจุดหนึ่งในเท้า ข้างที่กำลังเคลื่อนไหว เช่น ปลายเท้า หรือส้นเท้า โดยควรมีคำบริกรรมประกอบ เช่น ขวา/ซ้าย ฯลฯ) หรือสวดมนต์ก่อน เพื่อให้จิตเป็นสมาธิในระดับหนึ่งก่อน จะทำให้นั่งสมาธิได้ง่ายขึ้น
8.) การนั่งสมาธินั้นควรนั่งในท่าขัดสมาธิ หลังตรง (ไม่นั่งพิงเพราะจะทำให้ง่วงได้ง่าย) หรือถ้าร่างกายไม่อำนวย ก็อาจจะนั่งบนเก้าอี้ก็ได้ นั่งบนพื้นที่อ่อนนุ่มตามสมควร ทอดตาลงต่ำ ทำกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลาย อย่าเกร็ง (เพราะการเกร็งจะทำให้ปวดเมื่อย และจะทำให้จิตเกร็งตามไปด้วย) นั่งให้ร่างกายอยู่ในท่าที่สมดุล มั่นคง ไม่โยกโคลงได้ง่าย มือทั้ง 2 ข้างประสานกัน ปลายนิ้วหัวแม่มือแตะกันเบาๆ วางไว้บนหน้าตัก หลับตาลงช้าๆ หลังจากนั้นส่งจิตไปสำรวจตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ให้ทั่วทั้งตัว เพื่อดูว่ามีกล้ามเนื้อส่วนใดที่เกร็งอยู่หรือไม่ ถ้าพบก็ให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้หายเกร็ง โดยไล่จากปลายเท้าทีละข้าง ค่อยๆ สำรวจเลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงสะโพก แล้วย้ายไปสำรวจที่ปลายเท้าอีกข้างหนึ่ง ทำเช่นเดียวกัน จากนั้นก็สำรวจจากสะโพก ไล่ขึ้นไปจนถึงยอดอก แล้วสำรวจจากปลายนิ้วมือทีละข้าง ไล่มาจนถึงไหล่ เมื่อทำครบสองข้างแล้ว ก็สำรวจไล่จากยอดอกขึ้นไปจนถึงปลายเส้นผม ก็จะเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ทั่วร่างกาย จากนั้นหายใจเข้าออกลึกๆ สัก 3 รอบ โดยมีสติอยู่ที่ลมหายใจ ตรงจุดที่ลมกระทบปลายจมูก พร้อมกับทำจิตใจให้รู้สึกผ่อนคลายลงเรื่อยๆ หลังจากนั้นจึงเริ่มทำสมาธิตามวิธีที่เลือกเอาไว้
9.) อย่าตั้งใจมากเกินไป อย่าไปกำหนดกฎเกณฑ์ว่าวันนั้นวันนี้จะต้องได้ขั้นนั้นขั้นนี้ เพราะจะทำให้เคร่งเครียด จิตจะหยาบกระด้าง และจิตจะไม่อยู่กับปัจจุบัน เพราะมัวแต่ไปจดจ่ออยู่กับผลสำเร็จซึ่งยังไม่เกิดขึ้น จิตจะพุ่งไปที่อนาคต เมื่อจิตไม่อยู่ที่ปัจจุบันสมาธิก็ไม่เกิดขึ้น
ให้ทำใจให้สบายๆ ผ่อนคลาย คิดว่าได้แค่ไหนก็แค่นั้น แล้วค่อยๆ รวมจิตเข้ามาที่จุดที่ใช้ยึดจิตนั้น (เช่นลมหายใจ และคำบริกรรม) แล้วคอยสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าในขณะนั้น (เช่น ความหยาบ/ละเอียด ความยาว ความลึก ความเย็น/ร้อน ของลมหายใจ) จิตก็จะอยู่ที่ปัจจุบัน แล้วสมาธิก็จะตามมาเอง ถ้าฟุ้งซ่านไปบ้างก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของจิต อย่ากังวล อย่าอารมณ์เสีย (จะทำให้จิตหยาบขึ้น) เพราะคนอื่นๆ ก็เป็นกันทั้งนั้น เมื่อรู้ตัวว่าฟุ้งออกไปแล้ว ก็ใจเย็นๆ กลับมาเริ่มทำสมาธิใหม่ แล้วจะดีขึ้นเรื่อยๆ เอง
10.) ใหม่ๆ ควรนั่งแต่น้อยก่อน เช่น 5 - 15 นาที แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็น 20, 30, 40, ... นาที ตามลำดับ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจค่อยๆ ปรับตัว เมื่อนั่งไปแล้วหากรู้สึกปวดขาหรือเป็นเหน็บ ก็ขอให้พยายามอดทนให้มากที่สุด ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ จึงจะขยับ เพราะทุกครั้งที่มีการขยับตัวจะทำให้จิตกวัดแกว่ง ทำให้สมาธิเคลื่อนได้ และโดยปรกติแล้วถ้าทนไปได้ถึงจุดหนึ่ง เมื่ออาการปวดหรือเป็นเหน็บนั้นเกิดขึ้นเต็มที่แล้ว อาการปวดหรือเป็นเหน็บนั้นก็จะหายไปเอง และมักจะเกิดความรู้สึกเบาสบายขึ้นมาแทนที่ ซึ่งเป็นอาการของปิติที่เกิดจากสมาธิ
11.) การทำสมาธินั้น เมื่อใช้สิ่งไหนเป็นเครื่องยึดจิต ก็ให้ทำความรู้สึกเหมือนกับว่า ตัวเราทั้งหมดไปรวมเป็นก้อนกลมๆ เล็กๆ อยู่ที่จุดยึดจิตนั้น เช่น ถ้าใช้ลมหายใจ (อานาปานสติ) ก็ทำความรู้สึกว่าตัวเราทั้งหมดย่อส่วนเป็นตัวเล็กๆ ไปนั่งอยู่ที่จุดที่รู้สึกว่าลมกระทบอย่างชัดเจนที่สุด เช่นปลายรูจมูกข้างใดข้างหนึ่ง หรือริมฝีปากบน เป็นต้น ให้ทำความรู้สึกที่จุดนั้นเพียงจุดเดียว ไม่ต้องเลื่อนตามลมหายใจ เหมือนเวลาเลื่อยไม้ ตาก็มองเฉพาะที่จุดที่เลื่อยสัมผัสกับไม้เพียงจุดเดียว ไม่ต้องมองตามใบเลื่อย ก็จะรู้ได้ว่าตอนนี้กำลังเลื่อยเข้าหรือเลื่อยออก เมื่อจิตอยู่ที่จุดลมกระทบเพียงจุดเดียว ก็จะรู้ทิศทาง และลักษณะของลมได้เช่นกัน
12.) ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็อย่าตกใจ อย่ากลัว อย่ากังวล เพราะทั้งหมดเป็นเพียงอาการของจิต พยายามตั้งสติเอาไว้ให้มั่นคง ตราบใดที่ไม่กลัว ไม่ตกใจ ไม่ขาดสติ ก็จะไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้น ทำใจให้เป็นปรกติ แล้วคอยสังเกตสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ถ้าเห็นภาพที่น่ากลัวปรากฏขึ้นมา หรือรู้สึกว่าได้สัมผัสกับสิ่งที่น่ากลัวใดๆ ก็ตาม ให้แผ่เมตตาให้สิ่งเหล่านั้น แล้วคิดว่าอย่าได้มารบกวนการปฏิบัติของเราเลย ถ้าไม่หายกลัวก็นึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เป็นที่พึ่งทางใจ แล้วพยายามอย่าใส่ใจถึงสิ่งที่น่ากลัวนั้นอีก ถ้าแก้ไม่หายจริงๆ ก็ตั้งสติเอาไว้ หายใจยาวๆ แล้วค่อยๆ ถอนจากสมาธิออกมา เมื่อใจเป็นปรกติแล้วถึงจะทำสมาธิใหม่อีกครั้ง สำหรับคนที่ตกใจง่าย ก็อาจนั่งสมาธิหน้าพระพุทธรูป หรือนั่งโดยมีเพื่อนอยู่ด้วย ก่อนนั่งก็ควรสวดมนต์ไหว้พระก่อน แล้วอธิษฐานให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง
13.) ถ้าจิตไม่สงบ ก็ลองแก้ไขตามวิธีที่ได้อธิบายเอาไว้ในเรื่องนิวรณ์ 5 และวิธีแก้ไข ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ) ซึ่งได้อธิบายเอาไว้อย่างละเอียดแล้ว
14.) เมื่อจะออกจากสมาธิ ควรแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายก่อน โดยการระลึกถึงความปรารถนาให้ผู้อื่น และสัตว์ทั้งหลายมีความสุขด้วยใจจริง จากนั้นก็อุทิศส่วนกุศลที่ได้จากการทำสมาธินั้น ให้กับเจ้ากรรมนายเวร ผู้มีพระคุณ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย (ระลึกให้ด้วยใจ) แล้วหายใจยาวๆ ลึกๆ สัก 3 รอบ พร้อมกับค่อยๆ ถอนความรู้สึกจากสมาธิช้าๆ เสร็จแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น บิดเนื้อบิดตัวคลายความปวดเมื่อย แล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ
15.) เมื่อตั้งใจจะทำสมาธิให้จริงจัง ควรงดเว้นจากการพูดคุยให้มากที่สุด เว้นแต่เพื่อให้คลายความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจ เพราะการคุยกันนั้นจะทำให้จิตฟุ้งซ่าน คือในขณะคุยกันก็มีโอกาสทำให้เกิดกิเลสขึ้นมาได้ ทำให้จิตหยาบกระด้างขึ้น และเมื่อทำสมาธิก็จะเก็บมาคิด ทำให้ทำสมาธิได้ยากขึ้น โดยเฉพาะการคุยกับคนที่สมาธิน้อยกว่าเรา นอกจากนี้ ควรเว้นจากการร้องรำทำเพลง การฟังเพลง รวมถึงการดูการละเล่นทั้งหลาย เพราะสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มกามฉันทะ ซึ่งเป็นนิวรณ์ชนิดหนึ่ง (ดูเรื่องนิวรณ์ 5 และวิธีแก้ไข ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ) ประกอบ) อันเป็นอุปสรรคต่อการทำสมาธิ
ที่มา: http://www.dhammathai.org/treatment/concentration/concentrate02.php
การจะฝึกม้าป่าให้เชื่องโดยไม่เหนื่อยมากนั้นต้องใจเย็นๆ โดยเริ่มจากการใส่ไว้ในคอกใหญ่ๆ แล้วปล่อยให้เคยชินกับคอกขนาดนั้นก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ลดขนาดของคอกลงเรื่อยๆ ม้านั้นก็จะเชื่องขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่แสดงอาการพยศอย่างรุนแรงเหมือนการพยายามบีบบังคับอย่างรีบร้อน เมื่อม้าเชื่องมากพอแล้ว ก็จะสามารถใส่บังเหียนแล้วนำไปฝึกได้โดยง่าย
การฝึกจิตก็เช่นกัน ถ้าใจร้อนคิดจะให้เกิดสมาธิอย่างรวดเร็วทั้งที่จิตยังไม่เชื่อง จิตจะดิ้นรนมาก และเมื่อพยายามบีบจิตให้นิ่งมากขึ้นเท่าไหร่ จิตจะยิ่งเกิดอาการเกร็งมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนั่นจะหมายถึงความกระด้างของจิตที่เพิ่มขึ้น (จิตที่เกร็งจะเป็นจิตที่กระด้าง ซึ่งต่างจากจิตที่ผ่อนคลายจะเป็นจิตที่ประณีตกว่า) แล้วยังจะทำให้เหนื่อยอีกด้วย ถึงแม้บางครั้งอาจจะบังคับจิตไม่ให้ซัดส่ายได้ แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าจิตมีอาการสั่น กระเพื่อมอยู่ภายใน
เหมือนการหัดขี่จักรยานใหม่ๆ ถึงแม้จะเริ่มทรงตัวได้แล้ว แต่ก็ขี่ไปด้วยอาการเกร็ง การขี่ในขณะนั้นนอกจากจะเหนื่อยแล้ว การทรงตัวก็ยังไม่นิ่มนวลราบเรียบอีกด้วย ซึ่งจะต่างกันมากเมื่อเปรียบเทียบกับการขับขี่ของคนที่ชำนาญแล้ว ที่จะสามารถขี่ไปได้ด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลายอย่างสบายๆ ราบเรียบ นุ่มนวล ไม่มีอาการสั่นเกร็ง
หลักทั่วไปในการทำสมาธินั้น พอจะสรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
1.) หาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำสมาธิให้มากที่สุดก่อนที่จะทำสมาธิ เพื่อจะได้ประหยัดเวลาไม่ต้องลองผิดลองถูก และไม่หลงทาง ป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะความไม่รู้ หรือเข้าใจผิด นอกจากนี้ยังป้องกันความฟุ้งซ่านที่อาจจะเกิดขึ้นจากความลังเลสงสัยอีกด้วย
2.) เลือกวิธีที่คิดว่าเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด แล้วลองทำไปสักระยะหนึ่งก่อน ถ้าทำแล้วสมาธิเกิดได้ยากก็ลองวิธีอื่นๆ ดูบ้าง เพราะจิตและลักษณะนิสัยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีที่เหมาะสมของแต่ละคนจึงต่างกันไป บางคนอาจจะเหมาะกับการตามดูลมหายใจ ซึ่งอาจจะใช้คำบริกรรมว่าพุทธ-โธ หรือ เข้า/ออก ประกอบ บางคนอาจจะเหมาะกับการแผ่เมตตา บางคนถนัดการเพ่งกสิณ เช่นเพ่งวงกลมสีขาว ฯลฯ
ซึ่งวิธีการทำสมาธินั้นมีมากถึง 40 ชนิด เพื่อให้เหมาะกับคนแต่ละประเภท แต่ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญมากที่สุด ก็คืออานาปานสติ คือการตามสังเกต ตามรู้ลมหายใจเข้าออกนั่นเอง (ดูรายละเอียดได้ในเรื่องนิวรณ์ 5 และวิธีแก้ไข ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ) ในหัวข้อวิธีแก้ไขนิวรณ์ 5/อุทธัจจกุกกุจจะ และในเรื่องอานาปานสติสูตร ในหมวดวิปัสสนา (ปัญญา) ) เพราะทำได้ในทุกที่ โดยไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ใดๆ เลย ทำแล้วจิตใจเย็นสบาย ไม่เครียด
3.) อยู่ใกล้ผู้รู้ หรือรีบหาคนปรึกษาทันทีที่สงสัย เพื่อไม่ให้ความสงสัยมาทำให้จิตฟุ้งซ่าน
4.) พยายามตัดความกังวลทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นออกไปให้มากที่สุด โดยการทำงานทุกอย่างที่คั่งค้างอยู่ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่จะทำสมาธิ หรือถ้าทำสมาธิไปแล้ว เกิดความกังวลถึงการงานใดขึ้นมา ก็ให้บอกกับตัวเองว่าตอนนี้เป็นเวลาทำสมาธิ ยังไม่ถึงเวลาทำงานอย่างอื่น เอาไว้ทำสมาธิเสร็จแล้วถึงไปทำงานเหล่านั้นก็ไม่เห็นเสียหายอะไร ถ้าแก้ความกังวลไม่หายจริงๆ ก็หยุดทำสมาธิแล้วรีบไปจัดการเรื่องนั้นๆ ให้เรียบร้อยก่อนก็ได้ ถ้าคิดว่าขืนนั่งต่อไปก็เสียเวลาเปล่า เมื่องานนั้นเสร็จแล้วก็รีบกลับมาทำสมาธิใหม่
5.) ก่อนนั่งสมาธิถ้าอาบน้ำได้ก็ควรอาบน้ำก่อน หรืออย่างน้อยก็ควรล้างหน้า ล้างมือ ล้างเท้าก่อนจะทำให้โล่งสบายตัว เมื่อกายสงบระงับ จิตก็จะสงบระงับได้ง่ายขึ้น
6.) ควรทำสมาธิในที่ที่เงียบสงบ อากาศเย็นสบาย ไม่พลุกพล่านจอแจ
7.) ก่อนนั่งสมาธิควรเดินจงกรม (เดินกลับไปกลับมาช้าๆ โดยยึดจิตไว้ที่จุดใดจุดหนึ่งในเท้า ข้างที่กำลังเคลื่อนไหว เช่น ปลายเท้า หรือส้นเท้า โดยควรมีคำบริกรรมประกอบ เช่น ขวา/ซ้าย ฯลฯ) หรือสวดมนต์ก่อน เพื่อให้จิตเป็นสมาธิในระดับหนึ่งก่อน จะทำให้นั่งสมาธิได้ง่ายขึ้น
8.) การนั่งสมาธินั้นควรนั่งในท่าขัดสมาธิ หลังตรง (ไม่นั่งพิงเพราะจะทำให้ง่วงได้ง่าย) หรือถ้าร่างกายไม่อำนวย ก็อาจจะนั่งบนเก้าอี้ก็ได้ นั่งบนพื้นที่อ่อนนุ่มตามสมควร ทอดตาลงต่ำ ทำกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลาย อย่าเกร็ง (เพราะการเกร็งจะทำให้ปวดเมื่อย และจะทำให้จิตเกร็งตามไปด้วย) นั่งให้ร่างกายอยู่ในท่าที่สมดุล มั่นคง ไม่โยกโคลงได้ง่าย มือทั้ง 2 ข้างประสานกัน ปลายนิ้วหัวแม่มือแตะกันเบาๆ วางไว้บนหน้าตัก หลับตาลงช้าๆ หลังจากนั้นส่งจิตไปสำรวจตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ให้ทั่วทั้งตัว เพื่อดูว่ามีกล้ามเนื้อส่วนใดที่เกร็งอยู่หรือไม่ ถ้าพบก็ให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้หายเกร็ง โดยไล่จากปลายเท้าทีละข้าง ค่อยๆ สำรวจเลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงสะโพก แล้วย้ายไปสำรวจที่ปลายเท้าอีกข้างหนึ่ง ทำเช่นเดียวกัน จากนั้นก็สำรวจจากสะโพก ไล่ขึ้นไปจนถึงยอดอก แล้วสำรวจจากปลายนิ้วมือทีละข้าง ไล่มาจนถึงไหล่ เมื่อทำครบสองข้างแล้ว ก็สำรวจไล่จากยอดอกขึ้นไปจนถึงปลายเส้นผม ก็จะเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ทั่วร่างกาย จากนั้นหายใจเข้าออกลึกๆ สัก 3 รอบ โดยมีสติอยู่ที่ลมหายใจ ตรงจุดที่ลมกระทบปลายจมูก พร้อมกับทำจิตใจให้รู้สึกผ่อนคลายลงเรื่อยๆ หลังจากนั้นจึงเริ่มทำสมาธิตามวิธีที่เลือกเอาไว้
9.) อย่าตั้งใจมากเกินไป อย่าไปกำหนดกฎเกณฑ์ว่าวันนั้นวันนี้จะต้องได้ขั้นนั้นขั้นนี้ เพราะจะทำให้เคร่งเครียด จิตจะหยาบกระด้าง และจิตจะไม่อยู่กับปัจจุบัน เพราะมัวแต่ไปจดจ่ออยู่กับผลสำเร็จซึ่งยังไม่เกิดขึ้น จิตจะพุ่งไปที่อนาคต เมื่อจิตไม่อยู่ที่ปัจจุบันสมาธิก็ไม่เกิดขึ้น
ให้ทำใจให้สบายๆ ผ่อนคลาย คิดว่าได้แค่ไหนก็แค่นั้น แล้วค่อยๆ รวมจิตเข้ามาที่จุดที่ใช้ยึดจิตนั้น (เช่นลมหายใจ และคำบริกรรม) แล้วคอยสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าในขณะนั้น (เช่น ความหยาบ/ละเอียด ความยาว ความลึก ความเย็น/ร้อน ของลมหายใจ) จิตก็จะอยู่ที่ปัจจุบัน แล้วสมาธิก็จะตามมาเอง ถ้าฟุ้งซ่านไปบ้างก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของจิต อย่ากังวล อย่าอารมณ์เสีย (จะทำให้จิตหยาบขึ้น) เพราะคนอื่นๆ ก็เป็นกันทั้งนั้น เมื่อรู้ตัวว่าฟุ้งออกไปแล้ว ก็ใจเย็นๆ กลับมาเริ่มทำสมาธิใหม่ แล้วจะดีขึ้นเรื่อยๆ เอง
10.) ใหม่ๆ ควรนั่งแต่น้อยก่อน เช่น 5 - 15 นาที แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็น 20, 30, 40, ... นาที ตามลำดับ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจค่อยๆ ปรับตัว เมื่อนั่งไปแล้วหากรู้สึกปวดขาหรือเป็นเหน็บ ก็ขอให้พยายามอดทนให้มากที่สุด ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ จึงจะขยับ เพราะทุกครั้งที่มีการขยับตัวจะทำให้จิตกวัดแกว่ง ทำให้สมาธิเคลื่อนได้ และโดยปรกติแล้วถ้าทนไปได้ถึงจุดหนึ่ง เมื่ออาการปวดหรือเป็นเหน็บนั้นเกิดขึ้นเต็มที่แล้ว อาการปวดหรือเป็นเหน็บนั้นก็จะหายไปเอง และมักจะเกิดความรู้สึกเบาสบายขึ้นมาแทนที่ ซึ่งเป็นอาการของปิติที่เกิดจากสมาธิ
11.) การทำสมาธินั้น เมื่อใช้สิ่งไหนเป็นเครื่องยึดจิต ก็ให้ทำความรู้สึกเหมือนกับว่า ตัวเราทั้งหมดไปรวมเป็นก้อนกลมๆ เล็กๆ อยู่ที่จุดยึดจิตนั้น เช่น ถ้าใช้ลมหายใจ (อานาปานสติ) ก็ทำความรู้สึกว่าตัวเราทั้งหมดย่อส่วนเป็นตัวเล็กๆ ไปนั่งอยู่ที่จุดที่รู้สึกว่าลมกระทบอย่างชัดเจนที่สุด เช่นปลายรูจมูกข้างใดข้างหนึ่ง หรือริมฝีปากบน เป็นต้น ให้ทำความรู้สึกที่จุดนั้นเพียงจุดเดียว ไม่ต้องเลื่อนตามลมหายใจ เหมือนเวลาเลื่อยไม้ ตาก็มองเฉพาะที่จุดที่เลื่อยสัมผัสกับไม้เพียงจุดเดียว ไม่ต้องมองตามใบเลื่อย ก็จะรู้ได้ว่าตอนนี้กำลังเลื่อยเข้าหรือเลื่อยออก เมื่อจิตอยู่ที่จุดลมกระทบเพียงจุดเดียว ก็จะรู้ทิศทาง และลักษณะของลมได้เช่นกัน
12.) ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็อย่าตกใจ อย่ากลัว อย่ากังวล เพราะทั้งหมดเป็นเพียงอาการของจิต พยายามตั้งสติเอาไว้ให้มั่นคง ตราบใดที่ไม่กลัว ไม่ตกใจ ไม่ขาดสติ ก็จะไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้น ทำใจให้เป็นปรกติ แล้วคอยสังเกตสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ถ้าเห็นภาพที่น่ากลัวปรากฏขึ้นมา หรือรู้สึกว่าได้สัมผัสกับสิ่งที่น่ากลัวใดๆ ก็ตาม ให้แผ่เมตตาให้สิ่งเหล่านั้น แล้วคิดว่าอย่าได้มารบกวนการปฏิบัติของเราเลย ถ้าไม่หายกลัวก็นึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เป็นที่พึ่งทางใจ แล้วพยายามอย่าใส่ใจถึงสิ่งที่น่ากลัวนั้นอีก ถ้าแก้ไม่หายจริงๆ ก็ตั้งสติเอาไว้ หายใจยาวๆ แล้วค่อยๆ ถอนจากสมาธิออกมา เมื่อใจเป็นปรกติแล้วถึงจะทำสมาธิใหม่อีกครั้ง สำหรับคนที่ตกใจง่าย ก็อาจนั่งสมาธิหน้าพระพุทธรูป หรือนั่งโดยมีเพื่อนอยู่ด้วย ก่อนนั่งก็ควรสวดมนต์ไหว้พระก่อน แล้วอธิษฐานให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง
13.) ถ้าจิตไม่สงบ ก็ลองแก้ไขตามวิธีที่ได้อธิบายเอาไว้ในเรื่องนิวรณ์ 5 และวิธีแก้ไข ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ) ซึ่งได้อธิบายเอาไว้อย่างละเอียดแล้ว
14.) เมื่อจะออกจากสมาธิ ควรแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายก่อน โดยการระลึกถึงความปรารถนาให้ผู้อื่น และสัตว์ทั้งหลายมีความสุขด้วยใจจริง จากนั้นก็อุทิศส่วนกุศลที่ได้จากการทำสมาธินั้น ให้กับเจ้ากรรมนายเวร ผู้มีพระคุณ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย (ระลึกให้ด้วยใจ) แล้วหายใจยาวๆ ลึกๆ สัก 3 รอบ พร้อมกับค่อยๆ ถอนความรู้สึกจากสมาธิช้าๆ เสร็จแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น บิดเนื้อบิดตัวคลายความปวดเมื่อย แล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ
15.) เมื่อตั้งใจจะทำสมาธิให้จริงจัง ควรงดเว้นจากการพูดคุยให้มากที่สุด เว้นแต่เพื่อให้คลายความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจ เพราะการคุยกันนั้นจะทำให้จิตฟุ้งซ่าน คือในขณะคุยกันก็มีโอกาสทำให้เกิดกิเลสขึ้นมาได้ ทำให้จิตหยาบกระด้างขึ้น และเมื่อทำสมาธิก็จะเก็บมาคิด ทำให้ทำสมาธิได้ยากขึ้น โดยเฉพาะการคุยกับคนที่สมาธิน้อยกว่าเรา นอกจากนี้ ควรเว้นจากการร้องรำทำเพลง การฟังเพลง รวมถึงการดูการละเล่นทั้งหลาย เพราะสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มกามฉันทะ ซึ่งเป็นนิวรณ์ชนิดหนึ่ง (ดูเรื่องนิวรณ์ 5 และวิธีแก้ไข ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ) ประกอบ) อันเป็นอุปสรรคต่อการทำสมาธิ
ที่มา: http://www.dhammathai.org/treatment/concentration/concentrate02.php
20 ม้วน..
ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่
ให้สะใภ้..ใช้คล้องคอ
ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ
มิหลงใหล..ใครขอดู
จะใคร่ลงเรือใบ
ดูน้ำใส และปลาปู
สิ่งใดอยู่ในตู้
มิใช่อยู่ตั่งเตียง
บ้าใบ้ถือใยบัว
หูตามัว มาใกล้เคียง
เล่าท่อง อย่าละเลี่ยง
ยี่สิบ(ไม้)ม้วน..จำจงดี
*นับได้ 20 หรือเปล่าเนี่ย*
T_T
ให้สะใภ้..ใช้คล้องคอ
ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ
มิหลงใหล..ใครขอดู
จะใคร่ลงเรือใบ
ดูน้ำใส และปลาปู
สิ่งใดอยู่ในตู้
มิใช่อยู่ตั่งเตียง
บ้าใบ้ถือใยบัว
หูตามัว มาใกล้เคียง
เล่าท่อง อย่าละเลี่ยง
ยี่สิบ(ไม้)ม้วน..จำจงดี
*นับได้ 20 หรือเปล่าเนี่ย*
T_T
กาพย์เห่ชมเครื่องหวาน
๏ สังขยาหน้าไข่คุ้น เคยมี
แกมกับข้าวเหนียวสี โศกย้อม
เป็นนัยนำวาที สมรแม่ มาแม่
แถลงว่าโศกเสมอพ้อม เพียบแอ้อกอร ๚
๏ สังขยาหน้าตั้งไข่
ข้าวเหนียวใส่สีโศกแสลง
เป็นนัยไม่เคลือบแคลง
แจ้งว่าเจ้าเศร้าโศกเหลือ
๏ ซ่าหริ่มลิ้มหวานล้ำ
แทรกใส่น้ำกะทิเจือ
วิตกอกแห้งเครือ
ได้เสพหริ่มพิมเสนโรย
๏ ลำเจียกชื่อขนม
นึกโฉมฉมหอมชวยโชย
ไกลกลิ่นดิ้นแดโดย
โหยไห้หาบุหงางาม
๏ มัศกอดกอดอย่างไร
น่าสงสัยใคร่ขอถาม
กอดเคล้นจะเห็นความ
ขนมนามนี้ยังแคลง
๏ ลุดตี่นี้น่าชม
แผ่แผ่นกลมเพียงแผ่นแผง
โอชาหน้าไก่แกง
แคลงของแขกแปลกกลิ่นอาย
๏ ขนมจีบเจ้าจีบห่อ
งามสมส่อประพิมพ์ประพาย
นึกน้องนุ่งจีบกราย
ชายพกจีบกลีบแนบเนียน
๏ รสรักยักลำนำ
ประดิษฐ์ทำขนมเทียน
คำนึงนิ้วนางเจียน
เทียนหล่อเหลาเกลากลึงกลม
๏ ทองหยิบทิพย์เทียมทัด
สามหยิบชัดน่าเชยชม
หลงหยิบว่ายาดม
ก้มหน้าเมินเขินขวยใจ
๏ ขนมผิงผิงผ่าวร้อน
เพียงไฟฟอนฟอกทรวงใน
ร้อนนักรักแรมไกล
เมื่อไรเห็นจะเย็นทรวง
๏ รังไรโรงด้วยแป้ง
เหมือนนกแกล้วทำรังรวง
โอ้อกนกทั้งปวง
ยังยินดีด้วยมีรัง
๏ ทองหยอดทอดสนิท
ทองม้วนมิดคิดความหลัง
สองปีสองปิดบัง
แต่ลำพังสองต่อสอง
๏ งามจริงจ่ามงกุฎ
ใส่ชื่อดุจมงกุฎทอง
เรียมร่ำคำนึงปอง
สะอิ้งน้องนั้นเคยยล
๏ บัวลอยเล่ห์บัวงาม
คิดบัวกามแก้วกับตน
ปลั่งเปล่งเคร่งยุคล
สถนนุชดุจประทุม
๏ ช่อม่วงเหมาะมีรส
หอมปรากฏกลโกสุม
คิดสีสไลคลุม
หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาน
๏ ฝอยทองเป็นยองใย
เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน
คิดความยามเยาวมาลย์
เย็บชุนใช้ไหมทองจีน ๚
แกมกับข้าวเหนียวสี โศกย้อม
เป็นนัยนำวาที สมรแม่ มาแม่
แถลงว่าโศกเสมอพ้อม เพียบแอ้อกอร ๚
๏ สังขยาหน้าตั้งไข่
ข้าวเหนียวใส่สีโศกแสลง
เป็นนัยไม่เคลือบแคลง
แจ้งว่าเจ้าเศร้าโศกเหลือ
๏ ซ่าหริ่มลิ้มหวานล้ำ
แทรกใส่น้ำกะทิเจือ
วิตกอกแห้งเครือ
ได้เสพหริ่มพิมเสนโรย
๏ ลำเจียกชื่อขนม
นึกโฉมฉมหอมชวยโชย
ไกลกลิ่นดิ้นแดโดย
โหยไห้หาบุหงางาม
๏ มัศกอดกอดอย่างไร
น่าสงสัยใคร่ขอถาม
กอดเคล้นจะเห็นความ
ขนมนามนี้ยังแคลง
๏ ลุดตี่นี้น่าชม
แผ่แผ่นกลมเพียงแผ่นแผง
โอชาหน้าไก่แกง
แคลงของแขกแปลกกลิ่นอาย
๏ ขนมจีบเจ้าจีบห่อ
งามสมส่อประพิมพ์ประพาย
นึกน้องนุ่งจีบกราย
ชายพกจีบกลีบแนบเนียน
๏ รสรักยักลำนำ
ประดิษฐ์ทำขนมเทียน
คำนึงนิ้วนางเจียน
เทียนหล่อเหลาเกลากลึงกลม
๏ ทองหยิบทิพย์เทียมทัด
สามหยิบชัดน่าเชยชม
หลงหยิบว่ายาดม
ก้มหน้าเมินเขินขวยใจ
๏ ขนมผิงผิงผ่าวร้อน
เพียงไฟฟอนฟอกทรวงใน
ร้อนนักรักแรมไกล
เมื่อไรเห็นจะเย็นทรวง
๏ รังไรโรงด้วยแป้ง
เหมือนนกแกล้วทำรังรวง
โอ้อกนกทั้งปวง
ยังยินดีด้วยมีรัง
๏ ทองหยอดทอดสนิท
ทองม้วนมิดคิดความหลัง
สองปีสองปิดบัง
แต่ลำพังสองต่อสอง
๏ งามจริงจ่ามงกุฎ
ใส่ชื่อดุจมงกุฎทอง
เรียมร่ำคำนึงปอง
สะอิ้งน้องนั้นเคยยล
๏ บัวลอยเล่ห์บัวงาม
คิดบัวกามแก้วกับตน
ปลั่งเปล่งเคร่งยุคล
สถนนุชดุจประทุม
๏ ช่อม่วงเหมาะมีรส
หอมปรากฏกลโกสุม
คิดสีสไลคลุม
หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาน
๏ ฝอยทองเป็นยองใย
เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน
คิดความยามเยาวมาลย์
เย็บชุนใช้ไหมทองจีน ๚
Subscribe to:
Posts (Atom)
